Category Archives: ข่าวเศรษฐกิจ

ตรวจสอบเงินประกันรายได้เกษตร จ่ายส่วนต่าง “ประกันราคาข้าว” งวดแรกวันนี้

รายได้เกษตร "ประกันราคาข้าว"

ตรวจสอบเงินประกันรายได้เกษตร จ่ายส่วนต่าง “ประกันราคาข้าว” งวดแรกวันนี้ เช็คที่นี่

ตามที่ รัฐบาล ได้อนุมัติ โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 รอบที่ 1 มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร 8.79 แสนครัวเรือน ซึ่ง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินให้กับธนาคารแต่ละสาขา วันนี้ (16 พ.ย.) งวดแรก

“รัชดา ธนาดิเรก” รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยวันนี้ (16 พ.ย.) ว่า รอรับได้เลย #ธกส แจ้งโอนเงินส่วนต่าง #ประกันรายได้ ผู้ปลูกข้าว งวดแรก วันนี้ (16 พ.ย.) เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ในงวดนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวแต่ละชนิดจะได้รับเงินส่วนต่างสูงสุด เช่น – ข้าวเปลือกเจ้า รับเงินส่วนต่างสูงสุด 36,670 บ. – ข้าวเหนียว รับเงินส่วนต่างสูงสุด 33,349 บ.

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมจ่ายเงินประกันรายได้ข้าว ปี63/64 งวดแรก 16 พ.ย.นี้ ช่วยชาวนาได้ทันที

กระทรวงพาณิชย์ แจ้งโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี2563/64 (รอบที่ 1) พร้อมจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างงวดแรกวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ สามารถช่วยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแต่ละชนิดได้รับเงินส่วนต่างสูงสุด ดังนี้

1.ข้าวเปลือกหอมมะลิ ประกันรายได้ตันละ 15,000 บาท (ไม่เกิน 14 ตัน) ได้ส่วนต่างตันละ 2,911 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุดถึง 40,756 บาท

2.ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ประกันรายได้ตันละ 14,000 บาท (ไม่เกิน 16 ตัน) ส่วนต่างตันละ 2,137 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุดถึง 34,199 บาท

3.ข้าวเปลือกเจ้า ประกันรายได้ตันละ 10,000 บาท (ไม่เกิน 30 ตัน) ส่วนต่างตันละ 1,222 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุด 36,670 บาท

4.ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ประกันรายได้ตันละ 11,000 บาท (ไม่เกิน 25 ตัน) ส่วนต่างตันละ 1,066 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุดถึง 26,674 บาท

5.ข้าวเหนียว ประกันรายได้ตันละ 12,000 บาท (ไม่เกิน 16 ตัน) ส่วนต่างตันละ 2,084 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุด 33,349 บาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเงินสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ รวมครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2 งวด งวดละ 500 บาท

เกษตรกรที่เป็นชาวนา สามารถเช็ค ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โอนเงินได้แล้ว กดที่ลิงค์ https://chongkho.inbaac.com/  กรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ถ้าเงินเข้าระบบจะแจ้งโอนเรียบร้อย แต่ถ้ายังไม่เข้าให้รอข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง ธ.ก.ส. จะทำการโอนให้เสร็จสิ้นภายใน 3 วันทำการ หรือ สมัครเช็คเงินเข้า-ออก ผ่านไลน์แอดได้ที่ @baacfamiy หรือตรวจสอบการโอนผ่านช่องทางการปรับสมุดเงินฝาก, ATM แอพพลิเคชัน A mobile ไปพลางก่อน

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติอนุมัติให้ รวมวงเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกร แยกเป็น ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 พร้อม 3 มาตรการคู่ขนาน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพชีวิตผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 วงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท

ธ.ก.ส. พร้อมจ่ายเงินตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 รอบที่ 1 แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว เพื่อช่วยเหลือด้านรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4.04 ล้านราย วงเงินกว่า 18,000 ล้านบาท ดีเดย์วันแรก 16 พฤศจิกายนนี้กว่า 870,000 ราย เป็นเงินกว่า 9,200 ล้านบาท

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 (รอบที่ 1) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาราคาข้าว โดยกลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 18,096 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์กว่า 4.04 ล้านราย

โดยประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่
ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 14 ตัน
ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน
ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน
ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน
และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

กรณีเกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด จะได้สิทธิไม่เกินจำนวนสูงสุดของข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงชนิดข้าวที่ก าหนดไว้สูงสุด โดยมีการก าหนดราคาอ้างอิงและระยะเวลาที่ใช้สิทธิขอชดเชย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 31 ตุลาคม 2563 (ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2563 – 28 กุมภาพันธ์2564) ซึ่งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงครั้งแรกวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 เพื่อใช้ในการชดเชยส่วนต่างตามโครงการฯ ความชื้นข้าวเปลือกแต่ละชนิด ไม่เกิน 15%

โดยวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ได้ชดเชยส่วนต่างราคาประกันข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 2,911.17 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 2,137.45 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 1,222.36 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 1,066.96 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 2,084.34 บาท มีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องได้รับเงินทั้งสิ้น 871,869 ราย เป็นเงิน 9,298 ล้านบาท จากนั้นจะประกาศราคาอ้างอิงทุก ๆ 7 วัน จนถึงวันสิ้นสุดโครงการฯ

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินประกันรายได้ เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 รอบที่ 1 กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และต้องแจ้งวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วงเวลาที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิชดเชย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดส่งข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำแนกตามช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวและค านวณปริมาณผลผลิต โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวแต่ละชนิดคูณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เป็นปริมาณผลผลิตที่ต้องชดเชย แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่ก าหนดไว้ข้างต้น ส่งให้ธ.ก.ส. เพื่อเป็นข้อมูลในการจ่ายเงินจากนั้น ธ.ก.ส. จะด าเนินการจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ภายใน 3 วัน นับจากวันที่ได้รับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงในแต่ละรอบจากคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งเกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect

หลักทรัพย์ ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายหุ้นการบินไทยชั่วคราว หลังผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงิน

ห้ามซื้อขายหุ้นการบินไทย

ตลาดหลักทรัพย์ ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายหุ้นการบินไทยชั่วคราว หลังผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินในรอบนี้

เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 12 พ.ย. 63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ได้ประกาศขึ้นเครื่องหมาย SP, NP หรือห้ามซื้อขายชั่วคราวของหลักทรัพย์ของบริษัท การบินไทยจำกัด (มหาชน) หรือ THAI กรณีผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.63 ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 63 ที่ผ่านมา THAI ได้แจ้งงบไตรมาส 3 ปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 21,536.07 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 16,851 ล้านบาท หรือราว 360.1% โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 21,536 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 9.87 บาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุน 2.14 บาท

โดย ณ วันที่ 30 ก.ย. 63 การบินไทยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 298,952 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธ.ค. 62 จำนวน 44,144 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 338,897 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 63 จำนวน 95,855 ล้านบาท และสัดส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบจำนวน 39,945 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธ.ค. 62 จำนวน 51,711 ล้านบาท หรือ ราว 439.5%

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือน 2563 การบินไทย มีผลขาดทุนสุทธิ 49,552.53 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 345% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 11,119.87 ล้านบาท

SP (Trading Suspension) : การห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราว เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับการขึ้นเครื่องหมาย H แต่บริษัทยังไม่ สามารถชี้แจงหรือเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ หรืออาจฝ่าฝืน ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งไม่ส่งงบการเงินให้ภายในเวลากำหนด

NP (Notice Pending) : บริษัทมีข้อมูลที่ต้องรายงาน และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากบริษัท

คลังทุ่ม 2 แสนล้าน เตรียมเปิด”คนละครึ่ง”เฟสสอง หลังได้รับเสียงตอบรับที่ดี

เตรียมเปิด”คนละครึ่ง”เฟสสอง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมพิจารณาเปิดโครงการคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นกำลังการใช้จ่ายในระยะที่ 2 หรือเฟส 2 ในช่วงต้นปี 2564 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน หลังจากมาตรการในระยะแรกได้รับการตอบรับจากประชาชนมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิครบ 10 ล้านคน หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนรอบเก็บตกเพิ่มเติมในวันนี้(11พ.ย.) อีก 2.3 ล้านคน

“เบื้องต้นจะโครงการคนละครึ่งเฟส 2 จะเริ่มต้นในปี 2564 ซึ่งเป็นการขยายเวลามาตรการออกไปจากเดิมสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ เพื่อหวังกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปีใหม่ ส่วนจะมีการเพิ่มสิทธิมากกว่า 10 ล้านคนหรือเพิ่มวงเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายมากกว่า 3,000 บาทหรือไม่ จะต้องขอไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับงบประมาณที่ใช้ แต่ยืนยันว่ามีเม็ดเงินเงินเพียงพอแน่นอน คาดว่าจะสรุปได้ภายในเดือนธ.ค.นี้”

สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 นั้น จะใช้เงินในส่วนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 จำนวน 400,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เหลือวงเงินที่นำมาใช้จ่ายได้ประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามจะต้องทำรายละเอียดเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณารายละเอียดก่อน

“จากการสำรวจพบว่า ประชาชนใช้จ่ายในโครงการถึง 59% และรัฐบาลสนับสนุน 49% โดยส่วนมากมีการซื้ออาหารที่ร้านค้า หาบเร่แผงลอยต่างๆ จำนวนมาก นอกจากนี้ร้านค้าที่ลงทะเบียนก็มีจำนวนมากจึงทำให้คนสนใจ”

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับคนที่ลงทะเบียนในเฟสแรก จะต้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับจำนวน 3,000 บาท ภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ส่วนในระยะสองกระทรวงการคลังจะมีปุ่มหรือข้อความให้คนลงทะเบียนเฟสแรกยืนยันว่าจะเข้าร่วมมาตรการต่อหรือไม่ ซึ่งถ้าเข้าร่วมมาตรการต่อในปีหน้าก็จะได้รับเงินเพิ่มในส่วนของเฟส 2

ขณะที่ผู้ที่ลงทะเบียนคนละครึ่งในเฟส2 นั้นจะไม่ได้รับเงิน 3,000 บาทในเฟสแรก แต่จะได้รับเงินตามสิทธิในเฟส 2 เท่านั้น

เปิดวิธีโหลดแอป “เป๋าตัง” สำหรับรับเงิน “คนละครึ่ง” 3 พันบาท

เปิดวิธีโหลดแอป “เป๋าตัง”

เปิดวิธีดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย เพื่อใช้สำหรับผู้ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” รับเงินสูงสุด 3,000 บาทต่อคน จำกัดจำนวน 15 ล้านสิทธิ์

แอปฯ “เป๋าตัง” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจาก นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้เปิดตัวโครงการ “คนละครึ่ง” ที่จะช่วยจ่ายเงินให้ประชาชนครึ่งหนึ่งเมื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ โดยได้กล่าวด้วยว่า “เป๋าตัง” จะเป็นช่องทางรับ-จ่ายเงินในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้จะแตกต่างจากโครงการ ชิมช้อปใช้ ที่ผ่านมา โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องควักเงินของตนครึ่งหนึ่งมาใช้ร่วมกับเงินรัฐบาล โดยรัฐบาลจะช่วยจ่าย 50% ของการใช้เงิน เช่น ถ้าจะใช้เงินที่รัฐให้ 3,000 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีเงิน 3,000 บาท ใส่เข้าไปในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อเป็นช่องทางในการรับและจ่ายเงิน

นอกจากนี้ นายลวรณยังระบุด้วยว่า อาจกำหนดจำนวนเงินที่ใช้ต่อวัน ระหว่าง 100-200 บาท เพื่อให้กระจายการใช้เม็ดเงินช่วยเหลือออกไปให้นานขึ้น เพราะไม่ต้องการใช้เกินการใช้จ่ายแบบครั้งเดียวจำนวนมากๆ เหมือนในโครงการก่อนหน้านี้

รัฐบาลตั้งเป้าว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะสร้างเงินมุนเวียนในระบบได้กว่า 9 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลา 3 เดือน

วิธีดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง”

แอปฯ เป๋าตัง สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้กับโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ iOS

  • สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ เข้าไปที่ Google Play Store ตามลิ้งค์นี้ เพื่อดาวน์โหลดแอป (สำหรับเวอร์ชั่น 4.4 ขึ้นไปเท่านั้น) จากนั้นกด “ติดตั้ง” หรือ “install”
  • ไอโฟน เข้าไปที่ App Store ตามลิ้งค์นี้ เพื่อดาวน์โหลดแอป (สำหรับ iOS 9.0 ขึ้นไปเท่านั้น) จากนั้นกด “ติดตั้ง” หรือ “install”

แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เป็นแอปพลิเคชั่นที่ธนาคารกรุงไทยพัฒนาขึ้น โดยออกแบบให้ครอบคลุมธุรกรรมการเงินทุกประเภท ให้สามารถใช้แทนเงินสดได้ โดยสามารถเข้าใช้งานด้วยรหัสผู้ใช้งาน Krungthai NEXT หมายเลขบัตรเอทีเอ็ม/เดบิต กรุงไทย, ผู้ลงทะเบียนสิทธิ “ชิมช้อปใช้” รวมถึงสิทธิสุขภาพจาก สปสช.

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการ “คนละครึ่ง” จะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป และหากเป็นไปตามโครงการ ชิมช้อปใช้ หรือ เราเที่ยวด้วยกัน ที่ผ่านมา ระบบจะเชื่อมต่อข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้กับแอปฯ โดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้สิทธิ์จะต้องยืนยันตัวตนผ่านรหัส OTP ที่ระบบส่งให้ทาง SMS

สนไหม ! เปิดจองบ้านพักอาศัยผู้สูงอายุ เริ่มต้น 1.82 – 2.99 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปี 64

เปิดให้จองแล้วบ้านพักอาศัยผู้สูงอายุ

เปิดให้จองแล้วบ้านพักอาศัยผู้สูงอายุ เริ่มต้น 1.82 – 2.99 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปี 2564 แล้วเสร็จภายใน 2 ปี คาดว่าจะเข้าอยู่ได้ภายในต้นปี 2566 นี้

นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า หลังจากกรมฯได้ร่วมกับพันธมิตรจัดทำโครงการ “ที่พักอาศัยผู้สูงอายุ รามาฯ -ธนารักษ์” บนที่ดินราชพัสดุ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ บนเนื้อที่ 20 ไร่ โดยเปิดให้ผู้สนใจจองตั้งวันที 9 – วันที่ 30 พ.ย. 63 นี้นั้น ซึ่งในวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดจอง โดยมีรายงานว่า มีผู้สนใจสอบถามรายละเอียดของโครงการตามช่องทางต่างๆเข้ามาและได้จองไว้อย่างต่อเนื่อง คาดว่าวันนี้น่าจะจองได้มากกว่า 200 รายขึ้นไป

ทั้งนี้ โดยหลักเกณฑ์โครงการดังกล่าวประชาชนผู้สูงอายุสามารถจองสิทธิโครงการฯ นี้ได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 63 นี้ ด้วยราคาห้องพักเริ่มต้น 1.82 – 2.99 ล้านบาท ซึ่งรวมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบ โดยห้องพักมีขนาดตั้งแต่ 31.87 ตารางเมตร ราคา 1.99 ล้านบาทต่อยูนิตไป จนถึงขนาด 49.66 ตารางเมตร ราคา 2.99 ล้านบาทต่อยูนิต รวมทั้งหมด 921 ยูนิตเท่านั้น ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในการตอกเสาเข็มได้กลางปี 64 แล้วเสร็จภายใน 2 ปี คาดว่าจะเข้าอยู่ได้ภายในต้นปี 66 นี้

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 58 ปี ณ วันที่จองสิทธิ และหรือมีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป ณ วันที่เข้าพักอาศัยจริง ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเหลือพึ่งพาตัวเองได้ดี ไม่มีโรคหรืออาการของโรคอันเป็นอุปสรรคในการเข้าพักอาศัย ตามความเห็นของแพทย์ ยอมรับเงื่อนไขค่าใช้จ่ายตามที่โครงการฯ กำหนด หรือยอมรับเงื่อนไขการขอสินเชื่อจากธนาคารที่เข้าร่วมโครงการฯ กำหนดค่าส่วนกลางประมาณ 4,000 บาทต่อปี แต่มีค่าบริการอาหาร 3 มื้อ ค่าดูแลครบวงจร 30,000 บาทต่อเดือน เพราะมีกิจกรรมให้กับผู้สูงอายุด้านต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พร้อมอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ

ผู้สนใจให้ลูกหลานหรือตนเอง จองได้ 2 ช่องทางคือ การจองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยให้ผู้สูงอายุหรือตัวแทนแสดงความประสงค์และจัดส่งเอกสาร ผ่านเว็บไซต์ของกรมธนารักษ์ https://www.treasury.go.th หรือสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการhttps://samutprakan.treasury.go.th และเว็บไซต์ ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล https://med.mahidol.ac.th และ ธพส. https://www.dad.co.th หรือจองผ่านเจ้าหน้าที่ กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กทม. และบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ในเวลาราชการ 08.30 น. – 16.30 น.

‘โควิด’ ฉุดยอดโอน สังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินคุมเข้มปล่อยสินเชื่อ กำลังซื้อชะลอตัว

'โควิด' ฉุดยอดโอน สังหาริมทรัพย์

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2563 ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิด ประกอบกับสถาบันการเงินคุมเข้มปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ นับเป็นส่วนสำคัญทำให้ “กำลังซื้อ” ที่อยู่อาศัยชะลอตัวอย่างมาก

ทำให้คาดว่าในปี 2563 ภาพรวมมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ลดลง 22.3% หรืออยู่ที่ 723,213 ล้านบาท ลดลงจาก 930,751 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ขณะที่หน่วย(ยูนิต)โอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2563 คาดว่าจะลดลง 18.6% อยู่ที่ 319,210 ยูนิต ลดลงจาก 391,964 ยูนิตในปีที่ผ่านมา

ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต่างปรับกลยุทธ์หันมาเปิดตัวโครงการแนวราบ (บ้าน ทาวน์เฮ้าส์) จากซัพพลายคอนโดมิเนียมที่ล้นตลาดอย่างมาก ส่งผลให้ยอดเปิดตัวโครงการแนวราบในไตรมาสแรกปี 2563 อยู่ที่ 9,880 ยูนิต เติบโต 27.9% ไตรมาสสอง อยู่ที่ 6,338 ยูนิต ลดลง 33.6 % อย่างไรก็ตามยังคาดการณ์ว่า ในไตรมาสสาม จะมียอดเปิดตัวโครงการแนวราบ อยู่ที่ 15,818 ยูนิต กลับมาเติบโตที่ 27.8%

ส่วนการเปิดตัวโครงการคอนโด ในไตรมาส 1 ปี 2563 พบว่า ลดลง 38.3% อยู่ที่ 7,190 ยูนิต และลดลงถึง 77.6% อยู่ที่ 2,893 ยูนิตในไตรมาสสอง ขณะที่ไตรมาสสาม คาดว่า ยอดเปิดตัวคอนโด จะยังคงลดลง 1.2 % อยู่ที่ 9,834 ยูนิต

.

‘คนละครึ่ง’ ลงทะเบียน ล่าสุด วันนี้ เหลือ 3 ล้านสิทธิใช้จริง 23 ต.ค. เผยเงื่อนไขสำคัญ จะไม่ได้สิทธิ ใช้ “ช้อปดีมีคืน”

'คนละครึ่ง' "ช้อปดีมีคืน"

“คนละครึ่ง” ลงทะเบียน ล่าสุด วันนี้ ย้ำเงื่อนไขสำคัญ ลงทะเบียนใช้งาน “เป๋าตัง” ห้ามลืม ไม่อย่างนั้นอาจเสียสิทธิก่อนเริ่มใช้งานจริง 23 ตุลาคม 2563 นี้เป็นต้นไปถึงสิ้นปี

มาตรการ คนละครึ่ง เปิดลงทะเบียนให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ หาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านการใช้งานแอป เป๋าตัง มีกลุ่มเป้าหมายนี้ทั้งสิ้น 10 ล้านราย

ล่าสุดวันนี้ (20 ตุลาคม 2563) จากการตรวจสอบรายละเอียดในเว็บไซต์พบว่า มีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิไปแล้วกว่า 6.2 ล้านราย ทำให้เหลือสิทธิคงเหลือในมาตรการ 3.7 ล้านสิทธิ ซึ่งผู้ที่สนใจต้องการลงทะเบียนรับสิทธิสามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้

ขั้นตอนการลงทะเบียนรับสิทธิ โครงการคนละครึ่งสำหรับประชาชน
1. เข้าเว็บไซต์ คนละครึ่ง
2. กดเข้าไปที่เมนู ลงทะเบียนรับสิทธิสำหรับประชาชน หรือ คลิกที่นี่
3. อ่านเงื่อนไขการลงทะเบียน และกรอกรายละเอียด แล้วกด ลงทะเบียน

โดยการลงทะเบียนร่วมมาตรการ คนละครึ่ง มีเงื่อนไขการลงทะเบียนสำหรับประชาชน คือ

1. มีบัตรประจำตัวประชาชน และเป็นบุคคลสัญชาติไทย
2. อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
3. ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ*
4. มีจำนวนสิทธิที่เปิดให้ลงทะเบียน 10 ล้านคน หรือจนกว่าสิทธิจะหมด

ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถตรวจสอบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐฯ ได้ที่ www.cgd.go.th

รวมทั้งผู้ที่ได้รับสิทธิในมาตรการเพื่อใช้งานแอป เป๋าตัง เรียบร้อยแล้วต้องไม่ลืมว่า หากได้รับสิทธิและมีการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งแล้ว ก็จะไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมมาตรการช้อปดีมีคืน

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันตัวตนในมาตรการ คนละครึ่งไปเรียบร้อยแล้ว จะสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอพลิเคชั่น ถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น. โดยที่ภาครัฐ ร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านผู้ซื้อ 50% และไม่เกิน 150 บาท ต่อคน ต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาท ตลอดโครงการ ด้วยระบบชำระเงินผ่าน G-Wallet บนแอพฯ เป๋าตัง

ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ที่ลงทะเบียนรับสิทธิแล้วไม่ได้เริ่มใช้งานภายใน 14 วันหลังจากที่ได้ SMS แจ้งรับสิทธิ หรือวันที่เปิดให้ใช้จ่ายได้ตามโครงการ ระบบจะทำการตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ และทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนได้อีก

ตัวอย่างเช่น หากได้รับข้อความ SMS แจ้งสิทธิการลงทะเบียนระหว่างวันที่ 16-23 ตุลาคม 2563 ก็จะต้องใช้สิทธิภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 0 2111 1144

10 สายการบินต่างชาติ เปิดเที่ยวบินเข้าไทยแล้ว แต่ยังต้องกักตัว 14 วันตาม SAQ ด้านการบิน

10 สายการบิน เปิดเข้าไทย

10 สายการบินต่างชาติ เปิดเที่ยวบินประจำเข้าไทยแล้ว ตั้งแต่เดือน ต.ค.63 แต่ต้องกักตัวตาม SAQ ด้าน การบินไทยยังบินเป็นช่วงเวลา

วันที่ 19 ต.ค.2563 รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมแจ้งว่า หลังจากที่โรคโควิด-19 ระบาดในไทยและทั่วโลกตั้งแต่เดือน ก.พ.2563 ทำให้สายการบินทั้งไทยและต่างประเทศทยอยหยุดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ โดยในส่วนของไทยได้จำกัดการทำการบินเข้าไทยต้องผ่านขบวนการกักโรคตามกฎหมายกำหนดเท่านั้น

แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี ล่าสุดตั้งแต่เดือนต.ค.2563 รัฐบาลได้เปิดให้สายการบินต่างชาติ จำนวน 10 สายการบิน เริ่มทยอยเปิดให้บริการเที่ยวบิน ซึ่งเป็นเส้นทางบินประจำบินเข้ามายังประเทศไทยแล้ว

โดยทั้ง 10 สายการบินได้ทำการขายบัตรโดยสารและนำผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่องแล้ว ในรูปแบบเที่ยวบินกึ่งพาณิชย์ (Semi-Commercial flight) โดยผ่านแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ ในรูปแบบ Alternative State Quarantine(ASQ) คือการกักกันผู้เดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักร

โดยใช้สถานประกอบการธุรกิจโรงแรม หรือสถานที่ที่รัฐกำหนดให้เป็นสถานที่กักกัน เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคโควิด-19 เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน โดยยินยอมชำระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดระหว่างกักกันตนโดยสมัครใจ

สำหรับ 10 สายการบินต่างชาติที่มีการจำหน่ายตั๋วและเปิดบินเที่ยวบินประจำมายังไทยได้แล้ว ประกอบด้วย

1.สายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบิน EK 384 บินทุกวัน
2. สายการบินกาตาร์แอร์เวย์ เที่ยวบิน QR 830 และ QR 836 บินทุกวัน
3.สายการบินสายการบินเอทิฮัด เที่ยวบิน EY406บินทุกวัน
4.สายการบินสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค เที่ยวบิน 653 บิน 4 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ 7 ต.ค. 63
5.สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบินSQ 976 บิน 3 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ 16 ต.ค.
6.สายการบินสายการบินลุฟต์ฮันซา เที่ยวบินLH772 บิน 3 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มวันที่ 16 ต.ต.
7. สายการบินสวิสอินเตอร์เนชั่นแนลแอร์ไลน์ เที่ยวบิน LX 180 บิน 3 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ 17 ต.ค.
8.สายการบินออสเตรียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินOS 025 บิน3เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ 17 ต.ค.
9. สายการบินอีวีเอแอร์ เที่ยวบินBR 211 บิน2เที่ยวบิน/สัปดาห์ จะเริ่มทำการบินตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. นี้
10. สายการสายการบินเคแอลเอ็ม จะเริ่มทำการบินตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.นี้

ส่วนการบินไทย พบว่ายังไม่มีการเปิดเส้นทางบินประจำกึ่งพาณิชย์จากต่างประเทศเข้าไทย โดยปัจจุบันมีการเปิดบินลักษณะของเที่ยวบินพิเศษ ที่มีการบินเป็นช่วงเวลาเท่านั้น

เหลือสิทธิ์อีกกว่า 4 ล้านราย รีบลงทะเบียน “คนละครึ่ง” รัฐช่วยจ่าย 50% ไม่เกินวันละ 150 บาท

"คนละครึ่ง" รัฐช่วยจ่าย 50% วันละ 150 บาท

อัตเดท ลงทะเบียน โครงการ “คนละครึ่ง” รับสิทธิ์รัฐช่วยจ่าย 50% ไม่เกินวันละ 150 บาท วันที่ 19 ต.ค.63 ยังเหลือสิทธิ์อีกกว่า 4 ล้านราย

จากนโยบายรัฐบาล เปิดให้ประชาชน ลงทะเบียน “คนละครึ่ง” ผ่าน www.คนละครึ่ง.com เพื่อรับสิทธิ์เงิน 3,000 บาท ตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 16 ต.ค.2563 เพื่อรับสิทธิ์รัฐช่วยจ่าย 50% ไม่เกินวันละ 150 บาท หรือ สูงสุด ไม่เกิน 3,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ต.ค.2563 จากการตรวจสอบที่ www.คนละครึ่ง.com พบว่า ตอนนี้มีประชาชนมาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์แล้วกว่า 5 ล้านสิทธิ์ ซึ่งยังเหลือสิทธิ์ที่ยังลงทะเบียนได้อีกว่า 4 ล้านสิทธิ์ โดยผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จ และผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว จะได้รับ SMS ยืนยันว่า “ท่านได้รับสิทธิ์ โปรดใช้สิทธิ์ครั้งแรก ภายใน …(วันที่) ผ่านแอปฯเป๋าตัง”

อย่างไรก็ตาม ระบบจะตัดสิทธิ์ “คนละครึ่ง” หากไม่ใช้สิทธิ์ภายใน 14 วัน ตลอดโครงการ ซึ่งสามารถใช้ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. นอกเหนือเวลาดังกล่าว ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้

นอกจากนี้ หลายคนที่มีคำถามว่า หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน ระบบจะตัดสิทธิ์ที่เหลือหรือไม่ ทั้งนี้ ระบบจะคืนสิทธิ์ที่ไม่ได้ใช้เข้ายอดรวมของผู้ได้รับสิทธิ์ และจะคำนวณสิทธิ์ใหม่ในเวลา 06.00 น. ของทุกวัน

วิธีการลงทะเบียน

  • เข้าไปที่เว็บไซต์ “คนละครึ่ง” (คลิกที่นี่)
  • อ่านหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง
  • จากนั้นคลิกที่ข้อความ “ข้าพเจ้าได้อ่าน และตกลงยินยอมตามรายละเอียดข้อตกลงและความยินยอมข้างต้น” กด “ยืนยัน”
  • กรอกข้อมูลส่วนบุคคล เบอร์โทรศัพท์ จากนั้น กด “ลงทะเบียน”
  • รอรับรหัส OTP ที่จะส่งมาตามเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้
  • จากนั้นจะได้รับข้อความให้รอตรวจสอบข้อมูล 3 วัน และจะแจ้งสิทธิ์ผ่านทาง SMS

‘ช้อปดีมีคืน’ ซื้ออะไรได้บ้าง รู้ก่อนดีเดย์ 23 ต.ค.63

'ช้อปดีมีคืน'
“ช้อปดีมีคืน” ซื้อสินค้าอะไรได้บ้าง ใครได้สิทธิ ต้องรู้ ก่อนโครงการเริ่มจริง 23 ต.ค.63

ช้อปดีมีคืน” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเป็นการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2563 ตามจำนวนที่จ่ายจริง จากการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน 

เป้าหมายมาตรการนี้ คือ เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปให้ถึงทุกกลุ่ม คาดว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 100,000 ล้านบาท

  • รายละเอียดน่ารู้

– มาตรการนี้ไม่มีการลงทะเบียนใดๆ ทั้งสิ้น

– ผู้ที่มีสิทธิซื้อสินค้ากับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษี VAT 

– ผู้ที่มีสิทธิต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากการซื้อสินค้าเป็นหลักฐาน เพื่อเก็บมาลดหย่อนภาษีประจำปี 2563 ซึ่งจะยื่นในเดือนมีนาคม 2564

– ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

– มาตรการเริ่ม 23 ตุลาคม 2563 ไปสิ้นสุดที่ 31 ธันวาคม 2563 

  • ใครมีสิทธิบ้าง?

ผู้ที่ได้สิทธิคือ ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 

  • ใครไม่ได้รับสิทธิ?

1.ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ได้สิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อ

2.ผู้ได้รับสิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” (ต้องเลือกระหว่างมาตรการ “คนละครึ่ง ” และ “ช้อปดีมีคืน” อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น)

  • ซื้อสินค้าอะไรได้บ้าง?

1.สินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน

2.สินค้า OTOP

3.หนังสือทั้งแบบเล่ม และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)

  • สินค้าที่ไม่เข้าร่วมมาตรการ?

สินค้าและบริการที่ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีจากมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” มีทั้งหมด 7 ประเภท ดังนี้

1.เหล้า เบียร์ ไวน์

2.บุหรี่หรือยาสูบ

3.ค่าน้ำมันและก๊าซที่ใช้เติมยานพาหนะ

.ค่าซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เรือ

5.ซื้อหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ทั้งรูปเล่มและอิเล็กทรอนิกส์

6.ค่าบริการจัดนำเที่ยว

7.ค่าที่พัก โรงแรม