Category Archives: ข่าวเทคโนโลยี

ทีโอที ยกระดับมาตรฐานองค์กร ป.ป.ช.ยกหนึ่งในหน่วยงานคุณธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

ทีโอที

ทีโอที ยกระดับความโปร่งใสในการปฎิบัติตามมาตรฐาน ITA เสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาล ภายในองค์กร ขณะที่ ป.ป.ช. เปิดคะแนนคุณธรรม-ความโปร่งใสภาพรวมหน่วยงานรัฐ ทีโอที เป็น 1 ใน 13% ของหน่วยงานภาครัฐ ที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน ITA ปี 2563 นี้ ในระดับ A

​นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า การประเมินคุณธรรมและ ความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA)

เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายที่ก่อให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงด้านคุณธรรมและความโปร่งใสสำหรับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ โดยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561

มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมือและเข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2561-2564

โดยใช้แนวทางและเครื่องมือการประเมินตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด และการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ได้ถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561 – 2580) ซึ่งมีผลผูกพันให้หน่วยงานภาครัฐทุกแห่งจะต้องเข้าร่วมการประเมินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ไปจนถึงปี พ.ศ. 2580


นายมรกต เธียรมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีโอที เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564)

โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้จัดงาน ITA DAY 2020 – Talks and Result Announcement พร้อมทั้งจัดเวทีสนทนาและประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2563

ซึ่ง ป.ป.ช. เปิดคะแนนคุณธรรมความโปร่งใสภาพรวมหน่วยงานรัฐ โดย ทีโอที เป็น 1 ในหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 13%ที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน ITA ปี 2563 นี้ ในระดับ A (89.46 คะแนน) อยู่ในลำดับที่ 4 ของกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของผู้บริหารและพนักงาน ทีโอที ที่ให้ความร่วมมือและให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ทำให้ ทีโอที สามารถก้าวสู่องค์กรดิจิทัลที่มีคุณธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ และจะยังคงรักษามาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นไปอีกทั้งในปัจจุบันและอนาคต

แต่มีบางประเด็นที่ได้คะแนนไม่สูงนัก ซึ่งในการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity Transparency and Assessment : ITA) ประจำปี 2563 ทีโอที
ให้ความสำคัญและอธิบายชี้แจงให้ผู้เกี่ยวข้องทราบถึงกระบวนการทำงานของ ทีโอที เช่นเรื่องจัดซื้อจ้าง การให้บริการตามมาตรฐานที่กำหนด เป็นต้น ทีโอที ให้ความสำคัญกับผลการประเมิน ITA อย่างมากเพราะจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรภายนอกและประชาชนทั่วไปทราบถึงการบริหารงานภายใน ทีโอที ที่มีคุณธรรมและโปร่งใส ตามหลัก
ธรรมาภิบาล รวมทั้งมีการดำเนินตามนโยบายต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่น

สหรัฐฯ จะมี “วัคซีนโควิด-19” ใช้ต้นปีหน้า คาดประมาณพันล้านโดส

สหรัฐฯ จะมี "วัคซีนโควิด-19"

“ดร.แอนโธนี เฟาซี” ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ ยืนยันสหรัฐฯ จะมี “วัคซีนโควิด-19” ใช้ในช่วงต้นปีหน้า

วันนี้( 6 ส.ค.63) ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทเป็นผู้นำในการต่อสู้กับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โควิด-19 ในสหรัฐ ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ว่า บรรดาบริษัทผู้ผลิตยารักษาโรคดูเหมือนจะสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้หลายสิบล้านโดสในช่วงต้นปีหน้านี้และอาจมีวัคซีนถึง 1 พันล้านโดสภายในสิ้นปีหน้า และเขามีความหวังว่าโลกจะผ่านการระบาดของไวรัสมรณะ ซึ่งคร่าชีวิตประชากรโลกไปแล้วมากกว่า 700,000 คน ด้วยวัคซีน

ดร.เฟาซี แถลงอีกว่า ตอนนี้รัฐบาลกลางมีไข่ในตะกร้ามากกว่าหนึ่งฟอง มีผลงานการพัฒนาวัคซีนที่ค่อนข้างจะครอบคลุม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกและอาจแสดงให้เห็นว่าจะมีวัคซีนอย่างน้อย 1 ตัวมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยภายในสิ้นปีนี้ เขาบอกด้วยว่า มีความคิดเห็นในแง่ดีที่จะมีวัคซีนหนึ่งตัวที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะผ่านการอนุมัติได้ แต่เขาก็กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันเพื่อให้มีวัคซีนทันการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ 

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขต่างๆก็ให้คำมั่นว่า พวกเขาไม่ได้มีเงื่อนไขทางการเมืองเข้ามาครอบงำหรือแทรกแซงในการให้ได้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีความปลอดภัย

การให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ของดร.เฟาซี มีขึ้นในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ว่า ไวรัสกำลังจะหายไปมันจะหายไปเหมือนสิ่งของที่หายไป   

ด้านอะเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐ แถลงเมื่อเดือนที่แล้วว่า สหรัฐจะมีวัคซีนหลายร้อยล้านโดสภายในต้นปี พ.ศ.2564 เป้าหมายนี้มีความเป็นไปได้เพราะบรรดาบริษัทผู้ผลิตยา ตกลงผลิตวัคซีนจำนวนมากตั้งแต่ก่อนที่พวกเขายังไม่รู้เลยว่าจะทำงานทันเวลาหรือไม่  

สาวก”แอ๊ปเปิ้ล”เตรียมตัว เปิดแน่ เซ็นทรัลเวิลด์ 31 ก.ค.2563

สาวก"แอ๊ปเปิ้ล"เตรียมตัว

เว็บไซต์ แอ๊ปเปิ้ล ไทยแลนด์ ประกาศวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการของแอ๊ปเปิ้ล สโตร์ สาขา เซ็นทรัลเวิลด์แล้ว คือวันที่ 31 ก.ค.2563 เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ เวลาเปิดให้บริการคือวันจันทร์ถึงอาทิตย์ เวลา 10.00 – 21.00 น. โดยสาขานี้นับเป็นสาขาที่ 2 หลังจากเปิดแห่งแรกในประเทศไทยที่ไอคอนสยาม 

แอ๊ปเปิ้ลระบุว่า สาขานี้จะเป็น สี่แยกแห่งความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ ขอต้อนรับสู่สี่แยกแห่งความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ Apple Central World ที่ใจกลางสี่แยกราชประสงค์จะพาคุณไปสัมผัสกับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่นี่จะจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น ต่อยอดจินตนาการ และทำไอเดียของคุณให้มีชีวิต ไม่ใช่แค่ร้าน แต่เป็นทั้งที่แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ทดลอง และลงมือทำทุกความชอบของคุณให้เป็นจริง

สำหรับการเปิดตัวนี้ ความปลอดภัยมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เราจึงจำเป็นที่จะต้องจำกัดจำนวนลูกค้าภายในร้าน การมาเยี่ยมชม Apple Central World ในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.นี้ จะต้องทำการจองมาล่วงหน้าเท่านั้น

CEO ทีโอที พร้อมเดินหน้า นำองค์กรก้าวสู่ยุค NEW NORMAL

CEO ทีโอที พร้อมเดินหน้า นำองค์กรก้าวสู่ยุค NEW NORMAL

นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เผยวิสัยทัศน์ ทีโอที ชี้ยังคงต้องรักษาความเข้มแข็งของธุรกิจหลัก และสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต มุ่งให้ ทีโอที เป็นผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลที่มุ่งตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมยุคดิจิทัลให้เข้มแข็ง นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล มายกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย 

โดย ทีโอที มีนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่ 3 ด้านที่สำคัญ ดังนี้

1) การสร้างรายได้จากบริการต่างๆ ทั้งบริการ TOT fixed line, TOT Mobile, TOT Fiber 2Uและการเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินขององค์กรที่มีอยู่ เช่น โครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ที่จะเป็นธุรกิจสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับองค์กรอย่างมั่นคงในอนาคต โครงการเน็ตประชารัฐ โดย ทีโอที ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บำรุงรักษาโครงข่ายและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นอีกแหล่งรายได้ของ ทีโอที ในขณะเดียวกัน ทีโอที ก็ยังจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลง 15% เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน รวมถึงเรื่องการลดและยุติคดีและข้อพิพาทกับหน่วยงานอื่น และการเจรจากับคู่กรณีในประเด็นความขัดแย้ง เพื่อนำมาสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในภายภาคหน้า

2) การพัฒนาทีโอที โดย ทีโอที จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้ด้วยความสามัคคีร่วมกันของทุกส่วน ทุกฝ่าย ทุกสายงาน เพื่อมุ่งมั่นทำงานเป็นทีม รวมทั้งความร่วมมือและการเข้าใจในบทบาทหน้าที่ ที่ต้องทำงานสอดคล้องและประสานกันของแต่ละสายงานและหน่วยธุรกิจ นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านดิจิทัล ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ ด้านดิจิทัล มาใช้ในการพัฒนาระบบการทำงานขององค์กร เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่สุดสำหรับการควบรวม บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมเป็น NT หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะเป็นต้นปี 2564

3) ด้านการพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันทุก ๆ ด้าน ทีโอที ยังคงต้องพัฒนาและเพิ่มการให้บริการ มีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีในแผนงานและบริการสมัยใหม่ในแต่ละด้าน เช่น Fixed Wireless broadband, บริการด้าน Digital ID/Heath Information การสร้างPlatform และ Content ในรูปแบบต่างๆ (Exchange (HIE) Platform) หรือแม้แต่การร่วมลงทุนกับ Partner ร่วมให้บริการธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำที่จะร่วมกันศึกษาวิจัย ทดลอง พัฒนา เพิ่มช่องทางการสื่อสารของประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทุกภารกิจ ทุกบริการ ทีโอที มุ่งมั่นตั้งใจให้บริการประชาชนและสังคมทุกภาคส่วน เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงต่อไป

CEO ทีโอที พร้อมเดินหน้านำองค์กรก้าวสู่ ยุค NEW NORMAL

NEW NORMAL

นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เผยวิสัยทัศน์ ทีโอที ชี้ยังคงต้องรักษาความเข้มแข็งของธุรกิจหลัก และสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต มุ่งให้ ทีโอที เป็นผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลที่มุ่งตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมยุคดิจิทัลให้เข้มแข็ง นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล มายกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย 

โดย ทีโอที มีนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่ 3 ด้านที่สำคัญ ดังนี้

1) การสร้างรายได้จากบริการต่างๆ ทั้งบริการ TOT fixed line, TOT Mobile, TOT Fiber 2Uและการเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินขององค์กรที่มีอยู่ เช่น โครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ที่จะเป็นธุรกิจสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับองค์กรอย่างมั่นคงในอนาคต โครงการเน็ตประชารัฐ โดย ทีโอที ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บำรุงรักษาโครงข่ายและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นอีกแหล่งรายได้ของ ทีโอที ในขณะเดียวกัน ทีโอที ก็ยังจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลง 15% เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน รวมถึงเรื่องการลดและยุติคดีและข้อพิพาทกับหน่วยงานอื่น และการเจรจากับคู่กรณีในประเด็นความขัดแย้ง เพื่อนำมาสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในภายภาคหน้า

2) การพัฒนาทีโอที โดย ทีโอที จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้ด้วยความสามัคคีร่วมกันของทุกส่วน ทุกฝ่าย ทุกสายงาน เพื่อมุ่งมั่นทำงานเป็นทีม รวมทั้งความร่วมมือและการเข้าใจในบทบาทหน้าที่ ที่ต้องทำงานสอดคล้องและประสานกันของแต่ละสายงานและหน่วยธุรกิจ นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านดิจิทัล ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ ด้านดิจิทัล มาใช้ในการพัฒนาระบบการทำงานขององค์กร เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่สุดสำหรับการควบรวม บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมเป็น NT หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะเป็นต้นปี 2564

3) ด้านการพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันทุก ๆ ด้าน ทีโอที ยังคงต้องพัฒนาและเพิ่มการให้บริการ มีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีในแผนงานและบริการสมัยใหม่ในแต่ละด้าน เช่น Fixed Wireless broadband, บริการด้าน Digital ID/Heath Information การสร้างPlatform และ Content ในรูปแบบต่างๆ (Exchange (HIE) Platform) หรือแม้แต่การร่วมลงทุนกับ Partner ร่วมให้บริการธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำที่จะร่วมกันศึกษาวิจัย ทดลอง พัฒนา เพิ่มช่องทางการสื่อสารของประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทุกภารกิจ ทุกบริการ ทีโอที มุ่งมั่นตั้งใจให้บริการประชาชนและสังคมทุกภาคส่วน เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงต่อไป

สัญญาณดี! วัคซีน “COVID-19” ทดสอบในลิง มีภูมิคุ้มกัน พร้อมทดสอบในคน ตุลาคมนี้

สัญญาณดี! วัคซีน "COVID-19" ทดสอบในลิง มีภูมิคุ้มกัน พร้อมทดสอบในคน ตุลาคมนี้

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยความคืบหน้าการทดลองทดสอบวัคซีน COVID-19 โดยใช้สารพันธุกรรมของเชื้อ “ชนิด mRNA” ในลิงว่า หลังจากได้ทดลองวัคซีน COVID-19 ในลิงเข็มแรก ที่ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนาโดยทีมนักวิจัยไทยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พบว่าลิงทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีผลข้างเคียงจากวัคซีน

ขณะนี้มอบหมายให้ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับนพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ นำคณะผู้เชี่ยวชาญ ติดตามความคืบหน้าของและตรวจสอบรายละเอียดของการทดสอบ เพื่อให้คำแนะนำและเตรียมรายละเอียดการดำเนินงานในขั้นต่อไป

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายเพื่อให้คนไทยมีวัคซีน COVID-19 อย่างรวดเร็วเป็นลำดับแรกๆ เมื่อสามารถพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จ โดยมอบให้ อว. และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันดำเนินงานในเชิงรุก ทั้งการวิจัยและพัฒนาในประเทศ และร่วมมือกับต่างประเทศ รวมทั้งเตรียมการผลิตให้ทันท่วงทีและเพียงพอ ในขณะนี้ยังได้เจรจาหารือกับต่างประเทศในการร่วมวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและเตรียมการผลิตไว้ด้วยแล้ว

โดยวช.ได้ตกลงให้ทุนวิจัยเพิ่มเติม เพื่อให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถเริ่มสั่งผลิตวัคซีนชนิดนี้ให้พร้อมสำหรับทำการทดสอบในมนุษย์ไว้แล้ว ประมาณ เดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน ตามแผน

รู้จัก จรวดนำส่ง”เวกา” Vega ผู้พาดาวเทียม “นภา-1” NAPA-1 ของไทยสู่อวกาศ

รู้จัก จรวดนำส่ง"เวกา" Vega ผู้พาดาวเทียม "นภา-1"

จรวดนำส่ง (Rocket หรือ Launcher) สำหรับนำดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรที่กำหนดไว้ ดาวเทียมนภา-1 (NAPA-1) ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกของกองทัพอากาศ จะเดินทางขึ้นสู่วงโคจรด้วยจรวดนำส่งเพื่อสามารถดำรงภารกิจได้

จรวดนำส่งเวกา หรือ Vega ป็นตัวย่อมาจากคำในภาษาอิตาลี คือ Vettore Europeo di Generazione Avanzata หมายถึง Advanced Generation European Carrier Rocket เป็นจรวดนำส่งของบริษัท Arianespace ร่วมกับ Italian Space Agency และ European Space Agency โดยมีขนาดเล็กสุดในเมื่อเทียบกับจรวดนำส่งอีกสองรุ่นคือ Ariane 5 และ Soyuz โดยจรวดนำส่งเวกาได้รับการออกแบบสำหรับภารกิจการนำส่งอุปกรณ์ (Payload) หรือดาวเทียมที่มีขนาดเล็กไปสู่วงโคจร Low Earth Orbit ที่ไม่เกิน 700 กิโลเมตร โดยสามารถบรรทุก Payload มีน้ำหนักมากถึง 1,500 กิโลกรัม

Lanceur en ZL – Vol 189 – Le 30/06/2009

จรวดนำส่งเวกามีท่าอวกาศยาน (Spaceport) หรือฐานปล่อยอวกาศยานเป็นของตัวเองที่ Vega Launch Site (SLV) หรือเรียกว่า Ariane Launch Site1 (ELA1) ซึ่งเดิมเคยเป็นท่าอวกาศยานของจรวดนำส่ง Ariane 1 และ Ariane 3 โดยอยู่บริเวณ Guiana Space Center (CSG) ซึ่งเป็นท่าอวกาศยานของยุโรป (European Spaceport) ใน French Guiana ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ตำแหน่งละติจูด 5 องศาเหนือ

ส่วนประกอบของจรวดนำส่งเวกา ประกอบด้วย 4 ส่วน (Stage) โดยสามส่วนแรกเป็นจรวดเชื้อเพลิงแข็ง คือ ส่วนที่หนึ่งส่วน P80 ส่วนที่สอง Z23 และส่วนที่สาม Z9 สำหรับส่วนสุดท้ายเป็นส่วนจรวดเชื้อเพลิงเหลวคือส่วน Payload AVUM (Attitude & Vernier Upper Module) สำหรับบรรจุดาวเทียมที่จะปล่อย โดยสามส่วนแรกเป็นส่วนขับเคลื่อนโดยทำการจุดระเบิดและเมื่อใช้เชื้อเพลิงหมดไปจะแยกส่วนออกจากตัวอวกาศยาน จนกระทั่งเหลือส่วนสุดท้ายที่จะนำ Payload คือดาวเทียมไปปล่อยในวงโคจรตามแต่ละดวง

ส่วนที่ 1 (Stage 1) P80 Solid Propellant Motor เป็นส่วนที่ขับเคลื่อนด้วย Solid Rocket Motor (SRM) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร ความยาว 11.2 เมตร น้ำหนักรวม 96,243 กิโลกรัม ใช้ Propellant HTPB1912 น้ำหนัก 87,710 กก. โดยให้แรงขับในสภาวะสูญญากาศได้ 3,015 กิโลนิวตัน (kN) ใช้เวลาเผาไหม้ประมาณ 109.9 วินาที ก่อนถูกแยกตัวออกมา ที่ความสูงประมาณ 58 กิโลเมตร ที่ความเร็วประมาณ 1.7 กม./ชม.

ส่วนที่ 2 (State 2) ZEFIRO-23 Second State (Z23) เป็นส่วนที่ขับเคลื่อนด้วย Zefiro Solid Rocket Motor (ZEFIRO มาจากคำว่า Zero First state Rocket เป็นจรวดที่พัฒนาช่วงแรกต้องการให้ส่วนนี้ขับเคลื่อนเป็นส่วนแรกทั้ง Stage 0 และ Stage 1 ของจรวดนำส่ง) มีความยาว 8.93 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.9 เมตร บรรทุกน้ำหนักได้ 26,300 กิโลกรัม ใช้ Propellant HTPB1912 น้ำหนัก 23,814 กก. สามารถให้แรงขับในสภาวะสูญญากาศได้ 1,120 กิโลนิวตัน (kN) ใช้เวลาเผาไหม้ประมาณ 78 วินาที ก่อนแยกตัวออกมา

ส่วนที่ 3 (State 3) ZEFIRO-9 Third State (Z9) เป็นส่วนขับเคลื่อนที่ใช้ระบบเดียวกับส่วนที่ 2 คือ Zefiro Solid Rocket Motor มีความยาว 4.12 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 เมตร บรรทุกน้ำหนักได้ 12,000 กก.ใช้ Propellant HTPB1912 น้ำหนัก 10,567 กก. สร้างแรงขับในสภาวสูญญากาศได้ 317 กิโลนิวตัน (kN) ใช้เวลาเผาไหม้ประมาณ 119.6 วินาที และแยกตัวออกเหมือนกับส่วนที่ 1 และ 2 เมื่อเผาไหม้เชื้อเพลิงหมด

ส่วนที่ 4 (State 4) AVUM Module หรือ ส่วน Attitude and Vernier Upper Module เป็นส่วนขับเคลื่อนสุดท้ายสำหรับการเดินทางเข้าสู่แนววงโคจรการปล่อยดาวเทียม ส่วนนี้มีน้ำหนักรวม 688 กิโลกรัม ได้รับการออกแบบสำหรับการติดตั้ง Payload หรือ ดาวเทียมที่ต้องการปล่อยในชั้นความสูงที่ออกแบบไว้ โดยมีระบบขับเคลื่อนภายในสองระบบคือ ระบบขับเคลื่อนแบบ Bipropellant สำหรับการเคลื่อนที่หลัก มีเชื้อเพลิงเหลว คือ UDMH/NTO อยู่ในถังบรรจุ 4 ถัง และ RD-869 ให้แรงขับ 2.45 kN และ ระบบขับเคลื่อนแบบ Monopropellant มีเชื้อเพลิงคือ Hydrazine น้ำหนัก 38.6 กิโลกรัม สำหรับให้กำลังกับตัวขับเคลื่อน (Thruster) สำหรับการหมุนตัวและปรับวงโคจร โดย AVUM Module นี้เป็นส่วนสำคัญในการปรับท่าทางและตำแหน่งของโมดูลให้ถูกต้องในการปล่อยดาวเทียม และเมื่อปล่อยดาวเทียมหมดแล้ว โมดูลนี้จะปรับวงโคจรเข้าสู่บรรยากาศโลกและเผาไหม้จนหายไปในที่สุดเพื่อลดขยะอวกาศที่อาจจะตกค้างได้ 

สำหรับการนำส่งครั้งนี้เป็นเที่ยวบิน VV16 ภารกิจ Small Satellite Mission Service (SSMS) Proof of Concept (POC) ซึ่งเป็นภารกิจนำส่งดาวเทียมหลายดวงในเที่ยวเดียวกัน (Rideshare) ซึ่งทำให้เกิดความคุ้มค่าต่อการนำส่งดาวเทียม

ข้อมูล : Vega User’s Manual
https://www.arianespace.com/vehicle/vega/
https://www.avio.com/vega

“นภา1” อดท่องอวกาศ เหตุฟ้าฝนไม่เป็นใจ คาดนำขึ้นอวกาศได้เร็วสุด 20 มิ.ย.นี้

"นภา1" อดท่องอวกาศ

ตามที่กองทัพอากาศ ได้แจ้งกำหนดการยิงนำส่งดาวเทียมเพื่อความมั่นคง “นภา-1” (NAPA-1) ขึ้นสู่อวกาศ ด้วยจรวด VEGA จากฐานยิงจรวด Ariane Launch Area 1 ณ เฟรนช์เกียนา ฝรั่งเศส (ตั้งอยู่ทางตอนบนของทวีปอเมริกาใต้) ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2563 เวลา 08.51 น. ตามเวลาประเทศไทยนั้น

กองทัพอากาศได้รับแจ้งจาก บริษัท Arianespace ผู้รับผิดชอบการยิงจรวด VEGA นำส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศในครั้งนี้ว่าสภาพอากาศบริเวณฐานปล่อยจรวดในวันดังกล่าวไม่เอื้ออำนวย จึงขอเลื่อนกำหนดการยิงนำส่งดาวเทียม “นภา-1” (NAPA-1) ออกไปจนกว่าสภาพอากาศจะมีความเหมาะสม หากได้รับการยืนยันกำหนดการที่แน่นอนแล้ว จะแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ทราบ

เบื้องต้นทางบริษัทแจ้งว่าช่วงเร็วที่สุดที่จะส่งดาวเทียมได้คือวันที่ 20 มิถุนายนแต่ถ้าเวลาไทย จะเป็นวันที่ 21 มิถุนายน

ทอ.เตรียม ยิงดาวเทียม “นภา 1” ขึ้นสู่อวกาศ ภารกิจลาดตระเวน

ทอ.เตรียม ยิงดาวเทียม "นภา 1"

กองทัพอากาศ มีกำหนดยิงนำส่งดาวเทียมเพื่อความมั่นคง “นภา-1” (NAPA-1) ขึ้นสู่อวกาศ ในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.63 เวลา 08.51 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยจะเข้าสู่วงโคจรแบบ Low Earth Orbit ที่ระดับความสูงประมาณ 500 กิโลเมตร ด้วยจรวด Vega จากฐานยิงจรวด Ariane Launch Area 1 ณ เฟรนช์เกียนา ดินแดนของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่ตั้งอยู่ทางตอนบนของทวีปอเมริกาใต้

สำหรับดาวเทียม “นภา-1” เป็นดาวเทียมดวงแรกของกองทัพอากาศ ที่จะยิงขึ้นสู่ชั้นอวกาศ มีภารกิจในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจทางอวกาศ สำหรับการตรวจการณ์พื้นที่ในประเทศที่จำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง

นอกจากนี้กองทัพอากาศยังสามารถใช้ขีดความสามารถของดาวเทียมในการสนับสนุนงานด้านบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ เช่น การสนับสนุนข้อมูลพื้นที่จุดความร้อนเพื่อการดับไฟป่า และการสนับสนุนข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในระดับประเทศ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจทางอวกาศ เพื่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในอนาคต