Category Archives: ข่าวอาชญากรรม

สรุปเหตุการชุมนุม ศูนย์เอราวัณรายงานเจ็บจากเหตุปะทะ 55 ราย โดนยิง 6 ราย

ม็อบ

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และน้ำผสมแก๊สน้ำตา ยิงสกัดผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วง 14.30 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังเกิดเหตุความวุ่นวายบริเวณสี่แยกเกียกกาย หลังจากเจ้าหน้าที่ถอนกำลัง ทำให้ผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง และกลุ่มคณะราษฎร เกิดการปะทะและขว้างปาสิ่งของใส่กันอยู่พักใหญ่

ศูนย์เอราวัณ รายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บล่าสุดจากการตรวจสอบ พบว่า มีผู้บาดเจ็บรวม 55 ราย โดยแบ่งเป็นอาการบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา 32 ราย ถูกยิง 6 ราย โดยแบ่งเป็นเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.วชิรพยาบาล 37ราย รพ.พระมงกุฎ 5 ราย รพ.พระรามเก้า 4 ราย รพ.ราชวิถี 4 ราย รพ.รามา 1ราย รพ.เพชรเวช 1ราย รพ.กลาง 1 ราย รพ.เลิดสิน 1 ราย รพ.มิชชั่น 1 ราย รวม 55 ราย

ในจำนวนผู้บาดเจ็บแบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ 2 ราย ที่เหลือเป็นประชาชน โดยยังรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่ 4 ราย บาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา 32 ราย ถูกยิง 6 ราย

กลุ่มราษฎรประกาศยุติการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาไปแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. หลังเห็นว่าการประชุมเพื่อพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีการปิดการประชุมไปแล้ว และมีทีท่าว่าไม่รับร่างของภาคประชาชน หรือร่างของกลุ่มไอลอว์ และนัดชุมนุมกันใหม่วันนี้ ( 18 พ.ย. ) 16.00 น. ที่ราชประสงค์ ซึ่งจะเป็นการยกระดับการชุมนุม  

โดยการชุมนุมของกลุ่มราษฎร 17 พฤศจิกายน 63 ตลอด 7 ชั่วโมงวันนี้ที่รอบรัฐสภา เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ และกับกลุ่มปกป้องสถาบัน ทำให้วันนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ  ส่วนกลุ่มไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้ากลุ่มไทยภักดี ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขรัฐนูญ ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายค้าน รัฐบาล หรือไอลอว์ ชี้เป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือนักการเมืองเท่านั้น และจะเป็นการล้มล้างการปกครอง ชี้ถ้าจะแก้ควรแก้เป็นรายมาตรา ไม่ใช่แก้ทั้งฉบับ  

และในเวลา 10.30 น. กลุ่มไทยภักดีได้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อ พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้รับข้อเรียกร้องไปพิจารณา โดยบอกว่าให้ใช้กลไกของวุฒิสภายับยั้งไม่ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ  

จนช่วงบ่ายมีการฉีดน้ำแรงดันสูงและน้ำผสมแก๊สน้ำตาสลายฝูงชนอย่างต่อเนื่อง โดยกองกำลังตำรวจนับสิบกองร้อย มีการตั้งแบริเออร์ปิดถนนเข้าออกรอบรัฐสภาพร้อมรั้วลวดหนาม เพื่อป้องกันการชุมนุมเข้ามาในพื้นที่รัฐสภา   

กระทั่ง 17.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ถอยร่นกำลังจากแยกเกียกกายไปยังถนนสามเสน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเข้าพื้นที่ได้ แต่เนื่องจากที่แยกเกียกกายยังหลงเหลือกลุ่มไทยภักดีอยู่ ทำให้เกิดเหตุปะทะ ขว้างปาสิ่งของใส่กัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย  

ด้านรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจตรี ปิยะ ต๊ะวิชัย เผย ที่ต้องฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมเพราะมีความพยายามรื้อแนวกั้นของตำรวจ บริเวณถนนทหาร แยกเกียกกาย มีการประกาศเตือนผู้ชุมนุมแล้วแต่ไม่ฟัง พร้อมยืนยันว่าห้ามผู้ชุมนุมเข้าใกล้รอบพื้นที่รัฐสภาในระยะ 50 เมตร และจะไม่อนุญาตให้กลุ่มใดค้างคืน  

จนช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.ที่แยกเกียกกายก้ได้เกิดเหตุปะทะอีครั้ง จากทางฝั่งการ์อาชีวะ การ์ดกลุ่มราษฎร และการ์ดเสื้อเหลือง ซึ่งจุดนี้มีเสียงดังคล้ายปืนและประทัดเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยกลุ่มราษฎรกล่าวว่า พบมีระเบิดปิงปอง ซึ้งในเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ซึ่งต้องรอตรวจสอบทั้ง 2 ฝ่ายอีกครั้ง

“มารีญา” แจ้งความ ปอท.ล่าตัวเอาผิดคนตัดต่อภาพให้เสียหายรวมทั้งคนแชร์ด้วย

"มารีญา" แจ้งความ ปอท

มารีญา มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2560 แจ้งความ ปอท.ล่าตัวเอาผิดคนตัดต่อภาพให้เสียหายรวมทั้งคนแชร์ด้วย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่ บก.ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) น.ส.มารีญา พูลเลิศลาภ อายุ 28 ปี มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2560 เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท./โฆษก บก.ปอท. และ ร.ต.อ.ณัฐไชยเฉลิม วงศ์ใหญ่ รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. แจ้งความเอาผิดบุคคลที่เป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก รวมทั้งคนแชร์ จำนวน 8 ราย ที่ลงภาพตัดต่อเธอกับข้อความที่สร้างความเสียหาย

น.ส. มารีญา กล่าวว่า มีความเชื่อว่า ทุกคนสามารถมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่จะมาเปลี่ยนข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อมาบั่นทอนจิตใจกัน ไม่เห็นด้วย ยอมรับว่า เศร้าและสะเทือนใจ กับคำด่าทอกับสิ่งที่ไม่เป็นความจริง พร้อมขอบคุณคนที่เข้าใจและสนับสนุนตนเอง และหลังจากนี้ ยืนยันว่าจะโพสต์เรื่องราวต่างๆต่อ หากเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดำเนินการอย่างระมัดระวังและรอบคอบมากยิ่งขึ้น

น.ส.มารีญา ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ที่มีการโพสต์รูปดังกล่าวในเฟซบุ๊ก จำนวน 8 บัญชี พร้อมจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์จะได้ไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือบุคคลอื่น

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นให้พนักงานสอบสวน ตรวจสอบเฟซบุ๊กที่มีการตัดต่อภาพและแชร์ข้อมูลรูปดังกล่าว เพื่อพิสูจน์ทราบตัวบุคคล เบื้องต้นมีทั้งเฟซบุ๊กส่วนตัวและเพจอวตาร เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย พร้อมฝากไปยังประชาชน ว่าการกระทำกระทำในลักษณะดังกล่าว ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 เรื่องของผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันที่เป็นภาพการนำภาพมาตัดต่อ ดัดแปลง ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ขณะเดียวกันยังเข้าข่าย หมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

ฝากเตือนสติพี่น้องประชาชนระมัดระวังในเรื่องการโพสต์-การแชร์ในโลกโซเชียล ในช่วงเวลาที่มีความเห็นต่างทางการเมือง เข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ให้ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนว่า ข้อมูลที่ได้รับเป็นความจริงหรือไม่และจะทำให้ผู้อื่นเสียหายหรือไม่ ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือแชร์ข้อมูล และไม่ควรทำอะไรที่เป็นการเพิ่มความขัดแย้งในสื่อสังคมออนไลน์ เพราะนอกจากอาจจะผิดกฎหมายแล้วยังเป็นการเพิ่มความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพิ่มกระแสความเกลียดชังของผู้เห็นต่างทางการเมืองขึ้นไปอีกซ้ำเติมสถานการณ์ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติได้

ค้นบ้าน “เสี่ยโป้” และ คู่กรณีคดียิงกันหน้าร้านนวด เจอทั้งปืนและยาเสพติด

ค้นบ้าน “เสี่ยโป้” และ คู่กรณีคดี

ตำรวจ ดส. ประสานสืบนครบาล 7 เข้าตรวจค้นบ้านพัก “ตั้ว อิ่มใจ” คู่กรณี “เสี่ยโป้ อานนท์” คดียิงกันหน้าร้านนวดแผนโบราณ เบื้องต้นไม่พบตัว แต่พบอาวุธปืน 4 กระบอก กระสุนปืน และยาเสพติด ตำรวจคุมตัวคนในบ้านพักไปดำเนินคดีแทนณะที่บ้านเสี่ยโป้ไม่เจอสิ่งผิดกฎหมาย

วันนี้ (10 พ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (ดส.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ประสานกับฝ่ายสืบสวน บก.น.7 และ สน.บางยี่ขัน นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 151/9-10 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.ซึ่งเป็นบ้านพักของนายธนบดี หรือ ตั้ว อิ่มใจ อายุ 32 ปี ฝ่ายคู่กรณีที่มีปัญหากับ นายเขมทัต หรือ เสี่ยบุ๊ก ชัชอานนท์ อายุ 25 ปี น้องชายเสี่ยโป้ จนเกิดเหตุวุ่นวายหน้าร้านนวดแผนไทยสรี เซาว์น่าแอนด์สปา ถนนราชพฤกษ์ มีการยิงกันทำให้มีคนเจ็บ 2 ราย โดยบ้านดังกล่าวเป็นตึกแถวสูง 4 ชั้น

เบื้องต้นไม่พบว่า นายธนบดี อาศัยอยู่ในบ้าน จากการตรวจสอบพบอาวุธปืน 9 มม.จำนวน 2 กระบอก อาวุธปืน 11 มม.จำนวน 1 กระบอก และอาวุธปืนลูกซองยาวหุ่นสงคราม 1 กระบอก รวมทั้งสิ้น 4 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาด 9 มม. รวม 67 นัด และกระสุนปืนลูกซอง อีก 15 นัด โดยในบ้านพักพบผู้อาศัยชื่อ นายวรัตน์ หรือ ก๊อต วงศ์เพ็ชรเขียว อายุ 21 ปี ถูกจับกุมพร้อมของกลาง ยาเคในธนบัตร 20 บาท น้ำหนัก 1.13 กรัม ยาเคชนิดเกล็ด 1 ถุง หนัก 1.22 กรัม ยาไฟต์ไฟต์ครึ่งเม็ด ซึ่งในเบื้องต้นจะทำการบันทึกจับกุมที่ สน.บางยี่ขัน ก่อนที่ พล.ต.ท.ภัคพงษ์ พงศ์เภตรา ผบช.น.จะเดินทางไปแถลงข่าวผลการตรวจค้นบ้านพักของกลุ่มผู้ต้องสงสัย ที่ สน.ภาษีเจริญ ต่อไป

ส่วนอีกด้าน หน่วยปฏิบัติการพิเศษอรินทราช 26 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 60/23-60/29 ถนนเพชรเกษม ซอย 44 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายอภิรักษ์ หรือ เสี่ยโป้ ชัชอานนท์ อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาคดีร่วมกันพยายามฆ่า เหตุเกิดในท้องที่ สน.ภาษีเจริญ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยบ้านดังกล่าวมีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์สูง 5 ชั้น ปลูกติดกัน 7 คูหา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบ นายอภิรักษ์ ยังนอนพักผ่อนอยู่ในบ้านพร้อมแม่ และภรรยา ประกอบกับมีคนงานเย็บผ้าจำนวนหนึ่ง ซึ่งผลการตรวจค้นในเบื้องต้นยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด

เริ่มแล้ว ! “ใบสั่งจราจร” แบบใหม่ติดหน้ารถ-ส่งไปรษณีย์ จ่ายค่าปรับผ่านธนาคาร และสถานีตำรวจ. ไม่ผิดปฎิเสธได้ใน 15 วัน

"ใบสั่งจราจร" แบบใหม่

“ใบสั่งจราจร” แบบใหม่ติดหน้ารถ-ส่งไปรษณีย์ จ่ายค่าปรับผ่านธนาคาร และสถานีตำรวจ. ไม่ผิดปฎิเสธได้ใน 15 วัน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ความว่า ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องกำหนดแบบใบสั่งเจ้าพนักงานจราจร พ.ศ.2563 โดยที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดให้แบบ ใบสั่ง เจ้าพนักงานจราจร ต้องเป็นไปตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด โดยได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ซึ่ง “ใบสั่งรูปแบบใหม่” ที่สามารถจ่ายค่าปรับผ่านธนาคาร และสถานีตำรวจได้

แบบ “ใบสั่ง” เจ้าพนักงานจราจรมี 2 แบบ คือ1. แบบใบสั่งเจ้าพนักงานจราจร สำหรับให้กับผู้ขับขี่ ติด ผูก หรือแสดงไว้ที่รถ มีขนาดกว้าง 14.5 เซนติเมตร ยาว 27 เซนติเมตร มีชุดละ 4 แผ่น มีสีและวัตถุประสงค์สำหรับการใช้งาน ดังนี้แผ่นที่หนึ่ง เป็นสีขาว ใช้สำหรับให้กับผู้ขับขี่ ติด ผูก หรือแสดงไว้ที่รถ.

แผ่นที่สอง เป็นสีเหลือง ใช้สำหรับส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เปรียบเทียบปรับ คดีจราจรเพื่อทำการบันทึกข้อมูลใบสั่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของระบบสารสนเทศกลางที่เชื่อมโยงข้อมูล ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแผ่นที่สาม เป็นสีชมพู ใช้สำหรับมอบให้พนักงานสอบสวนแผ่นที่สี่ เป็นสีฟ้า ใช้สำหรับเป็นสำเนาคู่ฉบับเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับผู้ออกใบสั่ง

2.แบบ “ใบสั่ง” เจ้าพนักงานจราจรสำหรับส่งทางไปรษณีย์ มีขนาดกว้าง 21 เซนติเมตร ยาว 29.7 เซนติเมตร และมีรายละเอียดเป็นไปตามแบบแนบท้ายประกาศนี้ มีชุดละ 2 แผ่นแผ่นที่หนึ่ง ใช้สำหรับส่งไปรษณีย์ให้กับ ผู้ขับขี่เจ้าของ หรือผู้ครอบครองรถแผ่นที่สองใช้สำหรับเป็นสำเนาคู่ฉบับเก็บไว้เป็นหลักฐาน สำหรับผู้ออกใบสั่ง

ผู้กระทำผิดสามารถชำระค่าปรับ ผ่านทางธนาคารกรุงไทย ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านแอพพลิเคชัน KTB net bank หลังถูกออกใบสั่ง 2 วันที่การ ทั้งนี้ใบสั่งมีอายุ 7 วัน หรือหากผู้กระทำผิดต้องการจ่ายเงินค่าปรับที่สถานีตำรวจท้องที่ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที

หากประชาชนเห็นว่าการแจ้งข้อหาจราจร หรือการออกใบสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถปฎิเสธข้อหาได้ซึ่งตำรวจจะบึนทึกข้อมูลการปฏิเสธด้านหลังใบสั่ง โดยมีเหตุผลคือ ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา,ไม่ได้เป็นผู้ขับขี่ในขณะที่เกิดเหตุ, รถยนต์คันที่เกิดเหตุมิใช่รถของตนเอง

ทั้งนี้ ผู้ได้รับใบสั่ง ต้องนำใบสั่ง และพยานหลักฐานไปแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ออกใบสั่ง หรือแจ้งต่อพนักงานสอบสวน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับใบสั่ง ซึ่งหากผู้ได้รับใบสั่งไม่ได้กระทำผิดจริง จะดำเนินการยกเลิกให้

ตร.คุม “เสี่ยโป้” ขอฝากขังศาลอาญาธนบุรี ค้านประกัน

ฝากขัง "เสี่ยโป้" ค้านประกันตัว

ตำรวจ สน.ภาษีเจริญ คุมตัว “เสี่ยโป้” ขออำนาจศาลฝากขัง ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และอื่น ๆ รวม 4 ข้อหา คดีทะเลาะวิวาทหน้าร้านนวด พร้อมคัดค้านประกันตัว หวั่นยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน-หลบหนี

วันนี้ (29 ต.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวน สน.ภาษีเจริญ ควบคุมตัวนายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ หรือเสี่ยโป้ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ไปขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลอาญาธนบุรี ข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และข้อหาอื่น ๆ รวม 4 ข้อหา กรณีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทและใช้ปืนยิงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าร้านนวดแห่งหนึ่งย่านราชพฤกษ์ เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา

ตำรวจใช้เวลาสอบปากคำนายอภิรักษ์นานกว่า 6 ชั่วโมง โดยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่ใช่คนใช้ปืนยิง เพราะวันเกิดเหตุไม่มีอาวุธติดตัว และเชื่อว่าถูกกลั่นแกล้ง เนื่องจากคู่กรณีเป็นผู้มีอิทธิพลและเปิดบ่อนพนันขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีพยานทั้งหญิงและชายประมาณ 6-7 คน อ้างว่าอยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า นายอภิรักษ์ไม่ใช้คนใช้ปืนยิงใคร แต่ยอมรับว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าใครยิง และการออกมาให้ข้อมูลนั้น ไม่ได้มีความคุ้นเคยเป็นการส่วนตัวกับนายอภิรักษ์ แต่เห็นว่าข่าวที่ออกไปไม่เป็นความจริง จึงต้องการออกมาให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ในฐานะพยานเท่านั้น

พ.ต.อ.วรลภย์ สุวรรณเกษการ ผู้กำกับการสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ติดตามคดี เปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวในชั้นพนักงานสอยสวน เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญาร้ายแรง มีโทษ 3 ปีขึ้นไป ประกอบกับเกรงผู้ต้องหาไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและจะหลบหนี อีกทั้งไม่มีความจำเป็นที่จะควบคุมตัวไว้ที่ สน. จึงควบคุมตัวไปฝากขังที่ศาล และขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจศาลว่าจะพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่

รวบ ‘เฮียกุ่ย – อาจารย์ยอด’เซียนพระชื่อดัง หลอกขาย ‘พระสมเด็จ’ปลอม

รวบ 'เฮียกุ่ย - อาจารย์ยอด '

ตำรวจ เข้าจับกุม แก๊งหลอกขายพระเครื่องสมเด็จ โดยสร้างเรื่องราวอ้างเป็น ‘หลวงวิจารณ์เจียรนัย’ ช่างหลวงในราชสำนัก ผู้แกะพิมพ์พระสมเด็จ มีเหยื่อหลงเชื่อสูญเงินนับล้าน

นตำรวจเอก วิระชาญ ขุนไชยแก้ว ผู้กำกับการ กองกำกับการการ 6 นำกำลังเข้าจับกุม นายสุขธรรม ปานศรี หรือ “เฮียกุ่ย รัชดา” อายุ 70 ปี , นายธรรมยุทธ์ หรือยอด เจนพิชิตกุลชัย หรือ “อาจารย์ยอด เจ้าของศูนย์มหาสมบัติ 3 แผ่นดิน” อายุ 60 ปี , นายไตรเทพ ไกรงู อายุ 48 ปี หมายจับศาลอาญา ที่ 1574-1576 /2563 ลง 12 ต.ค.63 ตามลำดับในข้อหา “ปลอมเอกสาร , ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม , ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

โดยจับกุม นายสุขธรรมได้ที่บ้านใน ซอย รัชประชา 4 แขวงและเขตจตุจักร กทม. จับกุมนายธรรมยุทธ์ ได้ที่ บริเวณหน้าอาคารจัดแสดง ศูนย์มหาสมบัติ 3 แผ่นดิน หมู่ที่ 3 ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และ จับกุมนายไตรเทพ ได้ที่บ้านพักย่าน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.  

ก่อนหน้านี้ นายธรรมยุทธ์ หรือ “ยอด”  ได้จัดสร้างศูนย์มหาสมบัติ 3 แผ่นดิน ที่ จังหวัดสงขลา ขึ้น เพื่อจัดแสดงโชว์สมบัติมีค่าและวัตถุโบราณ ประกอบด้วย พระสมเด็จพุฒาจารย์โต กว่า 5 แสนองค์ แม่พิมพ์ผลิตพระสมเด็จพุฒาจารย์โต จำนวน 3 – 4 หมื่นเครื่อง รวมถึงบล๊อคทองคำต่าง ๆ อ้างว่าเป็นของ”หลวงวิจารณ์เจียรนัย” บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่มีการกล่าวขานว่าเป็นช่างหลวงในราชสำนักผู้แกะพิมพ์พระสมเด็จ ถวายสมเด็จพุฒาจารย์โต และ ผสมมวลสารสร้างพระสมเด็จ รวมถึงยังมีการนำวัตถุโบราณจำพวกหยก หุ่น เสื้อผ้าโบราณและของมีค่าอื่นๆจากประเทศจีนที่อ้างว่าอยู่ในสมัยราชวงศ์ชิง ซูสีไทเฮา  และ “ปูยี” จักรพรรดิองค์สุดท้ายจีนแผ่นดินใหญ่ มาจัดแสดงโชว์ร่วมอีกด้วย     

โดย นายธรรมยุทธ์ ยังได้อ้างอีกว่า พระสมเด็จและบล็อคแม่พิมพ์ต่าง ๆ ตนได้มาจากมรดกตกถอดจากบรรพบุรุษ คือ “หลวงวิจารณ์เจียรนัย” เพราะตนมีศักดิ์ เป็นเหลนรุ่นที่ 6 สิ่งของมีค่าเหล่านี้ที่ถูกเก็บไว้นานกว่า 144 ปี จึงได้ตกทอดมาถึงตนเอง พร้อมทั้งนำภาพถ่ายโบราณของบุคคลทางประวัติศาสตร์ ภาพหนึ่งซึ่งมีตราประทับรับรองจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มากล่าวอ้างว่าเป็นภาพถ่ายของหลวงวิจารณ์เจียรนัย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ส่วนวัตถุโบราณสิ่งของมีค่าจากจีน เป็นสมบัติของแม่ตนที่ขนมาจากประเทศจีนก่อนเข้ามาพำนักมีครอบครัวอยู่ในไทย       

 

ทั้งนี้ภายหลังศูนย์ดังกล่าวสามารถเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม นายธรรมยุทธ์ ก็ได้ร่วมกับ นายสุขธรรม หรือ “เฮียกุ่ย รัชดา” เซียนพระชื่ออดัง และ นายไตรเทพ จัดทำคลิปวิดีโอ เผยแพร่เรื่องราวของศูนย์ดังกล่าวลงในยูทูปและสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมลงประกาศแจกพระสมเด็จดังกล่าวซึ่งอ้างว่าเป็นพระแท้ ให้กับประชาชนชนทั่วไปฟรีจำนวน 2 แสนองค์ 

แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินค่ากรอบและสร้อยคอคล้องพระคนละ 1,000 บาท โดยนำใบตรวจอายุคาร์บอเนตจากการตรวจสอบมวลสาร ของสถาบันนิวเคลียร์ ที่ทำปลอมขึ้นมาแสดงโชว์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนมีผู้หลงเชื่อเช่าพระสมเด็จองค์ดังกล่าวจำนวนนับหมื่นราย นอกจากนี้ก่อนหน้าจะมีโครงการแจกพระสมเด็จยังมีผู้หลงเชื่อเป็น นายแพทย์ท่านหนึ่ง ติดต่อขอเช่าในราคา 1,800,000 บาท แต่เมื่อได้พระสมเด็จมาแล้ว นายแพทย์คนดังกล่าวได้นำไปให้เซียนพระและสถาบันเกี่ยวกับพระเครื่องตรวจสอบ ก่อนพบว่าเป็นของปลอม

จนนำไปสู่การตรวจสอบใบรับรองของสถาบันนิวเคลียร์ และ ภาพถ่ายที่มีตราประทับจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่อ้างว่าเป็นหลวงวิจารณ์เจียรนัย ก่อนจะพบว่าเป็นการปลอมแปลงขึ้นมาทั้งหมด ด้วยเหตุนี้นายแพทย์ผู้เสียหายและกรมศิลปากร จึงได้เข้าแจ้งความกับทางพนักงานสอบสวน กก.6 บก.ป. จนมีการออกหมายจับ และนำไปสู่การติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนดังกล่าว  

สอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้การภาคเสธ โดย นายธรรมยุทธ์ อ้างว่า ไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงเอาเงินจากประชาชน เพราะตนเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นพระปลอม เข่นเดียวกับภาพถ่ายต่าง ๆ เพราะเป็นมรดกตกทอดที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ แต่ยืนยันว่าเป็นเหลนของหลวงวิจารณ์จริง 
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อจึงแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับก่อนนำตัวส่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ประกบยิงดับ ร.ต. อดีต ผบ.ร้อยทหารพราน คาดถูก “ตามเก็บ” หลังเกษียณ

อดีตทหารพรานวัย 60 ปี ถูกคนร้ายประกบยิงตาย

ร้อยตรี อดีตทหารพรานวัย 60 ปี ที่ระแงะ จ.นราธิวาส เพิ่งเกษียณราชการ ถูกคนร้าย 2 คนขี่ จยย.ประกบยิงตาย คาดเป็นการตามเก็บจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี

วันที่ 16 ต.ค. 63 ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย รักศรี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งมีเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตริมถนนในหมู่บ้านบาโย ม.8 ต.บาโงสะโต จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.กมล ณ นรงค์ ผกก.สภ.ระแงะ พ.อ.ธนาทิป ทองเชี่ยว ผบ.ฉก.ทพ.45 นำเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

พบศพผู้เสียชีวิตเป็นเพศชาย สวมเสื้อเชิ้ตลายขวางสีน้ำตาล นุ่งกางเกงขายาวสีกรมท่า นอนจมกองเลือดในลักษณะขาข้างขวายังคร่อมรถ จยย.ฮอนด้า สีแดงดำ ทะเบียนป้ายแดง ก 22549 นราธิวาส โดยมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพก ขนาด 9 มม. ที่บริเวณศีรษะ ทราบชื่อต่อมา คือ ร.ต.เกษมสันต์ หรับจันทร์ อายุ 60 ปี อดีต ผบ.ร้อยทหารพรานที่ 4516 กรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 63 ที่ผ่านมา

ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนพก ขนาด 9 มม. ตกอยู่บนถนน จำนวน 2 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่จะมอบศพผู้เสียชีวิตให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยเมตตาธรรม ส่งโรงพยาบาลระแงะ ให้แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง 

จากการสอบสวนทราบว่า หลังจากที่ ร.ต.เกษมสันต์ ผู้เสียชีวิต เกษียณอายุราชการ ไม่ได้กลับไปอาศัยที่บ้านพักในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา เนื่องจากไม่มีภรรยาและครอบครัว แต่อาศัยอยู่ที่บ้านของ นายซัมซูดิง กำนัน ต.บาโงสะโต ที่รักและสนิทกันเหมือนเครือญาติ ก่อนเกิดเหตุ ร.ต.เกษมสันต์ ได้ขี่รถ จยย.ออกจากบ้านพักของกำนัน เพื่อเดินทางไปละหมาดที่มัสยิดในหมู่บ้าน แล้วเสร็จได้ขี่รถ จยย.เพื่อกลับบ้านของกำนัน ถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย.ตามประกบไล่หลังมา เมื่อสบโอกาสคนร้ายได้ขี่รถ จยย.เข้าประชิด ให้คนที่นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนพก ขนาด 9 มม. ออกมาจ่อยิงที่ศีรษะ 2 นัดซ้อน จนรถได้เสียหลักล้มริมถนนและเสียชีวิตคาที่ ก่อนที่คนร้ายจะรีบขี่ จยย.หลบหนี

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานในเบื้องต้น เป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ฉวยโอกาสลงมือ หลังผู้ตายเกษียณจากการเป็นทหารพราน 

บุกเดี่ยว จี้ชิงทองในบิ๊กซี ย่านรัตนาธิเบศร์ ผู้ก่อเหตุยังหลบหนี

บุกเดี่ยว จี้ชิงทอง

เกิดเหตุจี้ชิงทองในห้างบิ๊กซี ย่านรัตนาธิเบศร์ เบื้องต้นยังไม่ทราบจำนวนและน้ำหนักทอง โดยผู้ก่อเหตุขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปทางถนนรัตนาธิเบศร์ ขาออก

วันนี้ (14 ต.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.50 น. เกิดเหตุชิงทรัพย์ร้านค้าทองออโรร่า ภายในห้างบิ๊กซี ย่านรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระาอ อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยผู้ก่อเหตุเป็นชาย 1 คน ผิวดำแดง สวมเสื้อสีกรมท่า กางเกงยีนส์ สวมผ้าปิดปาก ใช้ปืนเป็นอาวุธ

ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบปากคำพนักงานและผู้เห็นเหตุการณ์ พร้อมกับตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าผู้ก่อเหตุใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda รุ่น Wave 110i สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน หลบหนีไปทางถนนรัตนาธิเบศร์ ขาออก โดยสวมหมวกแก๊ปสีดำ และคาดแมสสีดำปกปิดใบหน้า

เบื้องต้น พนักงานในร้านทองให้การกับตำรวจว่า ผู้ก่อเหตุได้ทรัพย์สินเป็นแหวนทองคำ น้ำหนัก 1 สลึง จำนวน 10 วง ก่อนหลบหนีไป

เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย เหตุรถบัสชนกับรถไฟ รวมเสียชีวิต 19 ราย ส่วนอีก3 รายยังเอาการสาหัส

เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย เหตุรถบัสชนกับรถไฟ

เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย เหตุรถบัสชนกับรถไฟ รวมเสียชีวิต 19 ราย ส่วนอีก3 รายยังเอาการสาหัส

จากอุบัติเหตุรถไฟชนรถบัสล่าสุด มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย คือนายปัญญา สีลารัตน์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 19 ราย

ส่วนผู้บาดเจ็บขณะนี้ จำนวน 39 ราย มีอาการหนักๆที่อยู่ในห้อง ICU 3 รายประกอบด้วย นายสุปัญญา สารีรัตน์,นายฤทธิ์ เวียงคำและนายจักรพงษ์ ภูครองผา

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวิเคราะห์สาเหตุนั้นเกิดจาก 1.ผู้ขับขี่รถบัสไม่คุ้นชินเส้นทาง โดยเฉพาะจุดตัดรถไฟ 2. ในรถบัสโดยสารมีการเปิดเพลงเสียงดังซึ่งอาจทำให้ผู้ขับขี่ไม่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟ 3.จุดเกิดเหตุไม่มีเครื่องกั้นทางรถไฟ แต่มีป้ายเตือนและสัญญาณไฟชัดเจน 4.จุดเกิดเหตุมีลักษณะเป็นทางลาดชัน ผู้ขับขี่ต้องเร่งความเร็วเพื่อขับรถผ่าน5.ภายในรถบัสโดยสารมีการบันทุกผู้โดยสารมากกว่าปกติ จึงเร่งเครื่องขึ้นเนินได้ช้ากว่าปกติ6 รถไฟวิ่งมาด้วยความเร็วส่งผลให้ไม่สามารถหยุดรถได้ในระยะกระชั้นชิดได้ทัน

เปิดสิทธิ เหยื่อรถบัสชนรถไฟควรรู้ เพื่อขอรับสิทธิชดเชยเยียวยา

เปิดสิทธิ เหยื่อรถบัสชนรถไฟควรรู้ เพื่อขอรับสิทธิชดเชยเยียวยา

เปิดสิทธิ เหยื่อรถบัสชนรถไฟควรรู้ เพื่อขอรับสิทธิชดเชยเยียวยา

จากเหตุการณ์รถบัส ชนรถไฟ ดังกล่าวสำหรับผู้เสียชีวิตทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม ประกอบด้วย

1. ค่าทำศพ 40,000 บาท เนื่องจากเสียชีวิตไม่ใช่ระหว่างทำงาน / 2. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต.2-6 เท่าของค่าจ้าง

หากขึ้นอยู่กับการจ่ายเงินสมทบของผู้เสียชีวิต แต่ไม่ถึง 120 เดือน ทายาทหรือผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์ 2 เท่าของค่าจ้างที่นายจ้างนำส่งเงินสมทบ เช่น เงินค่าจ้าง 10,000 บาท รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย 20,000 บาท และ 3. เงินชราภาพ .

ญาติผู้เสียชีวิต จะต้องประสานรีบพนักงานสอบสวน เพื่อนำสำนวน และใบชันสูตรประสานกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอรับเงินชดเชย และตรวจสอบประกันชีวิตและผู้บาดเจ็บ ..นอกจากนี้จะต้องประสานสำนักงานประกันสังคมเขตหรือพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อขอรับเงินชดเชยเยียวยา