Category Archives: ตำแหน่งข่าวด่วน update hilight

หนาวขึ้นอีก! กรมอุตุฯ เตือนไทยตอนบนอุณหภูมิลดอีก กทม.เย็น20องศา

หนาวขึ้นอีก

กรมอุตุฯ เผย สภาพอากาศประจำวันนี้ ไทยตอนบนมีอากาศหนาว-ลมแรง อุณหภูมิลดลงอีก ยอดดอยมีน้ำค้างแข็ง กทม.อากาศเย็นต่ำสุด 20 องศา

วันที่ 7 ธ.ค.2563 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นถึงหนาวและมีลมแรง ในขณะที่ลมตะวันตกพัดพาความหนาวเย็นจากประเทศเมียนมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือ

ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวและอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดกับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังปานกลาง ทำให้ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ในระยะนี้ประเทศไทยตอนบนมีลมแรง ดังนั้นการสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันจะน้อยลง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06.00 น.ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น.ของวันที่ 8 ธ.ค.นี้ ภาคเหนือ อากาศหนาว อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 13-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 3-13 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 13-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 7-13 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.✖

ภาคกลาง อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็นในตอนเช้า กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส

ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นมา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสงขลาลงไป ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) เมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1- 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

สรุปเหตุการชุมนุม ศูนย์เอราวัณรายงานเจ็บจากเหตุปะทะ 55 ราย โดนยิง 6 ราย

ม็อบ

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และน้ำผสมแก๊สน้ำตา ยิงสกัดผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วง 14.30 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังเกิดเหตุความวุ่นวายบริเวณสี่แยกเกียกกาย หลังจากเจ้าหน้าที่ถอนกำลัง ทำให้ผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง และกลุ่มคณะราษฎร เกิดการปะทะและขว้างปาสิ่งของใส่กันอยู่พักใหญ่

ศูนย์เอราวัณ รายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บล่าสุดจากการตรวจสอบ พบว่า มีผู้บาดเจ็บรวม 55 ราย โดยแบ่งเป็นอาการบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา 32 ราย ถูกยิง 6 ราย โดยแบ่งเป็นเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.วชิรพยาบาล 37ราย รพ.พระมงกุฎ 5 ราย รพ.พระรามเก้า 4 ราย รพ.ราชวิถี 4 ราย รพ.รามา 1ราย รพ.เพชรเวช 1ราย รพ.กลาง 1 ราย รพ.เลิดสิน 1 ราย รพ.มิชชั่น 1 ราย รวม 55 ราย

ในจำนวนผู้บาดเจ็บแบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ 2 ราย ที่เหลือเป็นประชาชน โดยยังรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่ 4 ราย บาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา 32 ราย ถูกยิง 6 ราย

กลุ่มราษฎรประกาศยุติการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาไปแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. หลังเห็นว่าการประชุมเพื่อพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีการปิดการประชุมไปแล้ว และมีทีท่าว่าไม่รับร่างของภาคประชาชน หรือร่างของกลุ่มไอลอว์ และนัดชุมนุมกันใหม่วันนี้ ( 18 พ.ย. ) 16.00 น. ที่ราชประสงค์ ซึ่งจะเป็นการยกระดับการชุมนุม  

โดยการชุมนุมของกลุ่มราษฎร 17 พฤศจิกายน 63 ตลอด 7 ชั่วโมงวันนี้ที่รอบรัฐสภา เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ และกับกลุ่มปกป้องสถาบัน ทำให้วันนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ  ส่วนกลุ่มไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้ากลุ่มไทยภักดี ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการแก้ไขรัฐนูญ ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายค้าน รัฐบาล หรือไอลอว์ ชี้เป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือนักการเมืองเท่านั้น และจะเป็นการล้มล้างการปกครอง ชี้ถ้าจะแก้ควรแก้เป็นรายมาตรา ไม่ใช่แก้ทั้งฉบับ  

และในเวลา 10.30 น. กลุ่มไทยภักดีได้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อ พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้รับข้อเรียกร้องไปพิจารณา โดยบอกว่าให้ใช้กลไกของวุฒิสภายับยั้งไม่ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ  

จนช่วงบ่ายมีการฉีดน้ำแรงดันสูงและน้ำผสมแก๊สน้ำตาสลายฝูงชนอย่างต่อเนื่อง โดยกองกำลังตำรวจนับสิบกองร้อย มีการตั้งแบริเออร์ปิดถนนเข้าออกรอบรัฐสภาพร้อมรั้วลวดหนาม เพื่อป้องกันการชุมนุมเข้ามาในพื้นที่รัฐสภา   

กระทั่ง 17.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ถอยร่นกำลังจากแยกเกียกกายไปยังถนนสามเสน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเข้าพื้นที่ได้ แต่เนื่องจากที่แยกเกียกกายยังหลงเหลือกลุ่มไทยภักดีอยู่ ทำให้เกิดเหตุปะทะ ขว้างปาสิ่งของใส่กัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย  

ด้านรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจตรี ปิยะ ต๊ะวิชัย เผย ที่ต้องฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมเพราะมีความพยายามรื้อแนวกั้นของตำรวจ บริเวณถนนทหาร แยกเกียกกาย มีการประกาศเตือนผู้ชุมนุมแล้วแต่ไม่ฟัง พร้อมยืนยันว่าห้ามผู้ชุมนุมเข้าใกล้รอบพื้นที่รัฐสภาในระยะ 50 เมตร และจะไม่อนุญาตให้กลุ่มใดค้างคืน  

จนช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.ที่แยกเกียกกายก้ได้เกิดเหตุปะทะอีครั้ง จากทางฝั่งการ์อาชีวะ การ์ดกลุ่มราษฎร และการ์ดเสื้อเหลือง ซึ่งจุดนี้มีเสียงดังคล้ายปืนและประทัดเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยกลุ่มราษฎรกล่าวว่า พบมีระเบิดปิงปอง ซึ้งในเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ซึ่งต้องรอตรวจสอบทั้ง 2 ฝ่ายอีกครั้ง

ผนึกกำลัง ผู้นำกว่า 50 ประเทศ เพื่อ สร้างยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและความมั่นคง หลังวิกฤตโลก

ผนึกกำลัง ผู้นำกว่า 30 ประเทศ

ปักหมุด…จุดเปลี่ยนโลก กับการประชุมครั้งสำคัญระดับโลก ประจำปี 2020Nation-Building and the Pandemic New-Normal การสร้างชาติภายใต้ Pandemic New-Normal และยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและความมั่นคงแบบใหม่ได้ผนึกกำลังจาก ผู้นำ กว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมผู้เข้าร่วมงานสัมมนากว่า 1,000 คน ( ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ )

นำโดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานจัดประชุมนานาชาติเพื่อการสร้างชาติ ครั้งที่ 4 (The 4th International Conference on Nation-Building (ICNB).

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานจัดประชุมนานาชาติเพื่อการสร้างชาติ ครั้งที่ 4 (The 4th International Conference on Nation-Building (ICNB )โดยผนึกกำลังจาก ผู้นำความรู้ความสามารถด้านเศรฐกิจ ความมั่นคง กว่า 50 ประเทศทั่วโลก อาทิ ศ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทน ฯพณฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประเทศไทย

รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษกิจกัมพูชา ฯพณฯ ดร. อวน ป๊วนโหมดนิรวด ผู้แทนทางการของ ฯพณฯ สมเด็จ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรี

ฯพณฯ ชานเซียต ทูเมนบาเยฟ รองประธานสมัชชาประชาชน ผู้แทนประธานาธิบดีประเทศคาซัคสถาน ฯพณฯ คาสซิม โจมาท โทคาเยฟ

พร้อมผู้นำจากองค์กร ชั้นนำทั่วโลก ดังนี้ 1.ฯพณฯ ยังเบอร์ ฮอร์มัต ดาโต๊ะ สรี มุสตาปา บิน โมฮัมเหม็ด (Online )รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ด้านเศรษฐกิจ) ประเทศมาเลเซีย

  1. ฯพณฯ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีประเทศไทย, อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย, อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด
  1. ศาสตราจารย์ คิชอร์ มาห์บูบานี (Online) อดีตทูตสิงคโปร์ประจำสหประชาชาติ, ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติ, คณบดีวิทยาลัย นโยบายสาธารณะ ลี กวนยู มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์
  1. ดร.เมอฮารี ที มารู (Online) ที่ปรึกษาอาวุโสกลุ่มงานกิจการมนุษยธรรม สหภาพแอฟริกา
  1. ฯพณฯ ดร.มา​รี เอลกา ปางเง็​สตู (Online)ผู้อำนวยการบริหาร นโยบายการพัฒนาและพันธมิตร ธนาคารโลก, อดีตรัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การ​ค้า, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อินโดนีเซีย
  1. ฯพณฯ เฟรเดอริก ซูมาเย (Online) อดีตนายกรัฐมนตรี ประเทศแทนซาเนีย
  1. ฯพณฯ ยังเบอร์ ฮอร์มัต ปวน ฮาจาห์ ซูไรดา คามารุดดิน (Online) กระทรวงการเคหะและการปกครองส่วนท้องถิ่น ประเทศมาเลเซีย
  1. ตัน สรี ดาตุก์ คามาล สาลีห์ (Online) ประธานสถาบันวิจัยทางเศรษฐศาสตร์มาเลเซีย
  1. ดร เอิลร์มาล์ เฟรเชอรี (Online) นักวิชาการอาวุโสวิทยาลัยการปกครอง เคนเนดี้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
  1. ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการของสถาบันสหสวรรษ ประเทศไทย
  1. ศ.ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ (Online) กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ประเทศไทย
  1. นายฮาราลด์ ลิงค์  ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม
  1. นายอาณาจักร เจริญวงศ์ศักดิ์ (Online) ประธานกรรมการบริหาร เทเลพอร์ต ในเครือ แอร์เอเชียกรุ๊ป
  1. นางยีน ซีน อึง (Online) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารศูนย์วิจัยและที่ปรึกษาและเทคโนโลยี ประเทศมาเลเซีย
  1. นายโก เผง ออย (Online) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการกลุ่มซิลเวอร์เลก เอกซิสประเทศมาเลเซีย
  1. ฯพณฯ ยังเบอร์ ฮอร์มัต ดาโต๊ะ สรี เลียน เคอร์ (Online) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเอกภาพแห่งชาติมาเลเซีย, รองประทานพรรคเอ็มซีเอ (MCA) ประเทศมาเลเซีย
  1. ศ.ดร.มูฮัมหมัด ยูนูส (Online) รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ, ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน
  1. ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (Online) อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  1. ตัน สรี ดร.ไมเคิล โยห์ (Online) ประธานสถาบันยุทธศาสตร์เพื่อเอเซีย เคเอสไอ ประเทศมาเลเซีย
  1. ฯพณฯ ดาตุก์ ดร.อุสมาน ฮัสซัน (Online) รัฐมนตรีอาวุโส ดูแลกิจการพิเศษด้านอิสลามประเทศกัมพูชา
  1. นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย
  1. ฯพณฯ ยังเบอร์ ฮอร์มัต ดาโต๊ะ สรี ฮาจาห์ แนนซี บินติ ชูกรี (Online) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรม ประเทศมาเลเซีย
  1. ฯพณฯ อาเมอร์ โคสรู เชาว์ดูห์รี (Online) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประเทศบังคลาเทศ
  1. ดร.เอเดน วูน อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ประเทศไทย
  1. นายธิบอลท์ แดนจู (Online) ผู้เชี่ยวชาญประจำผู้อำนวยการทั่วไปด้านการวิจัยและนวัตกรรมของคณะกรรมาธิการยุโรป ประเทศฝรั่งเศส

ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 เวลา 9.00 – 20.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพฯ โดยมีนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทนของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงาน การปาฐกถาพิเศษ (สดทาง Online)

โดยจอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน  นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา, ฯพณฯ ฆาเซิม-โฌมาร์ต โตกาเยฟ  ประธานาธิบดีสาธารณรัฐคาซัคสถาน และ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ภาคกลางคืน (17.30 -20.00 น.) มอบรางวัลการสร้างชาติ โดยมี ฯพณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  ประธานจัดประชุมนานาชาติเพื่อการสร้างชาติ ครั้งที่ 4 (The 4th International Conference on Nation-Building (ICNB) ชี้ว่า

“มนุษย์โดยส่วนใหญ่ มีแนวโน้มที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทำให้ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังเชื่อว่า เมื่อวิกฤตโควิด -19 จบลงแล้ว โลกจะกลับสู่สภาพเดิม และเชื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในยามวิกฤต จะเป็นเพียงความไม่ปกติใหม่ (new abnormal) ที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น แต่จากการคาดการณ์ ผมเชื่อว่า วิกฤตโควิด-19 เป็นแรงกระทบที่เข้ามากระชากเปลี่ยน (disrupt) และเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ไปอย่างไม่หวนกลับ ทุกคนและทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องแสวงหายุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อความอยู่รอดในโลกยุคใหม่ที่มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากขึ้น ดังคำคมของเบนจามิน แฟรงคลิน ที่กล่าวไว้ว่า “หากล้มเหลวในการเตรียมพร้อม คุณก็เตรียมพร้อมที่จะล้มเหลวได้เลย”

.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานจัดประชุม ฯ ฯพณฯ “ยังเบอร์ ฮอร์มัต ดาโต๊ะ สรี มุสตาปา บิน โมฮัมเหม็ด” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ด้านเศรษฐกิจ) ประเทศมาเลเซีย

ศาสตราจารย์ คิชอร์ มาห์บูบานี (Online)อดีตทูตสิงคโปร์ประจำสหประชาชาติ,ดร.มารี เอลกา ปางเง็สตู ผู้อำนวยการบริหาร นโยบายการพัฒนาและพันธมิตร ธนาคารโลก ดร.มูฮัมหมัด ยูนูส รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ, ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน

“คนละครึ่ง” เฟส 3 ชงนายก ฯแล้ว”อาคม”เผยต่อที่ประชุมวุฒิสภา ชี้ผลตอบรับดี รายได้สู่รากหญ้า

"คนละครึ่ง" เฟส 3

คนละครึ่ง เฟส3 ชงนายกแล้ว “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” เผยต่อที่ประชุมวุฒิสภา ระบุผลตอบรับดี-ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

ในที่ประชุมวุฒิสภา ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ…. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบแล้ว โดยสาระของร่างกฎฆมายคือการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศที่และถูกใช้บริการในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน       

ทั้งนี้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ตอนหนึ่งถึงโครงการคนละครึ่ง ว่า โครงการคนละครึ่งได้รับการตอบสนองด้วยดี ซึ่งตนได้แจ้งไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถึงการต่ออายุมาตรการ ในระยะสอง และจะมีในระยะสาม เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก  ทั้งนี้ในดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจของประเทศ ยอมรับว่าดีขึ้น เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ปัจจัยภายนอก ที่การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบนั้น ยังทำไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์  

นายอาคม  ชี้แจงด้วยว่า ผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การเก็บรายได้ไม่ตรงตามเป้าหมาย ซึ่งได้หารือกับหน่วยงานของกระทรวงการคลังต่อการจัดเก็บรายได้ นั้นต้องพิจารณาแผนปฏิรูปภาษี เพื่อเพิ่มศักยภาพการหารายได้ที่ครอบคลุม ได้แก่ การเพิ่มขีดการแข่งขัน, การอำนวยความสะดวก การลดภาระทางธุรกิจที่สนุบสนุนทิศทางในอนาคต, การแพทย์และสาธารณสุข และการบริการสุขภาพ เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี  ซึ่งจะพิจารณามาตรการลดหย่อนต่างๆ ในสังคม นอกจากนั้นจะพิจารณาถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศที่คู่กับการระบาดของโควิด-19  

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร  ชี้แจงต่อข้อสังเกตของสมาชิกวุฒิสภา ในขั้นตอนการปฏิบัติและประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษีผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ที่ไม่ออกใบกำกับภาษี และอำนาจของหน่วยงานที่ไม่ครอบคลุมกิจการของต่างประเทศ ที่อาจเป็นปัญหาของการประเมินภาษีที่จัดเก็บ ด้วยว่า  กรณีที่บริษัทต่างชาติไม่ยื่นแบบ หรือจดทะเบียน นั้นกระบวนการตรวจสอบสามารถทำได้จากข้อมูลทางการเงิน ที่หน่วยงานสามารถออกหมายเรียกจากสถาบันการเงิน ที่รับชำระค่าบริการ ขณะเดียวกันยอมรับว่าการดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยขณะนี้หน่วยงานอยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ และการบริการอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ            จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติรับร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ.. ไว้พิจารณา        ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านั้นที่ประชุมวุฒิสภายังมีลงมติรับร่าง พ.ร.บ. อีก 2 ฉบับไว้พิจารณา คือ ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  และ ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 

สพฐ.ชงข้อสรุปผลกระทบ “เลิก-ไม่เลิก” โอเน็ต

ผลกระทบ “เลิก-ไม่เลิก” โอเน็ต

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการจัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2563 ว่า สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ส่งหนังสือชี้แจงการจัดสอบโอเน็ตมาให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณาแล้ว โดยตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ศึกษารายละเอียดถึงผลกระทบทั้งภายนอกและภายในว่าจะมีประเด็นใดบ้างหากไม่มีการจัดสอบโอเน็ต ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3

ส่วนการสอบโอเน็ตชั้น ม.6 ปีการศึกษานี้ยังคงต้องจัดสอบ เนื่องจากผลคะแนนโอเน็ตยังใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประมวลผลเพื่อศึกษาต่อมหาวิทยาลัย อย่างไร ก็ตามตนได้รับรายงานจากนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.ว่าได้มีการหารือร่วมกับกลุ่มมหาวิทยาลัยเห็นว่าหาก ศธ.มีนโยบายชัดเจนที่จะยกเลิกการสอบโอเน็ต ม.6 มหาวิทยาลัยก็พร้อมที่จะเปลี่ยนไม่นำคะแนนโอเน็ตมาพิจารณาเข้าศึกษาต่อ

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า วันที่ 16 พ.ย.นี้ จะเสนอผลสรุปในประเด็นที่ สทศ.มีข้อห่วงใยต่อการจัดหรือไม่จัดสอบโอเน็ตว่า สพฐ.จะดำเนินการอย่างไร ถ้าต้องยกเลิกจัดสอบโอเน็ต ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีอะไรบ้างในระยะเร่งด่วน สพฐ.จะเสนอข้อสรุปทั้งหมดให้ รมว.ศธ.เป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ.

ตรวจสอบเงินประกันรายได้เกษตร จ่ายส่วนต่าง “ประกันราคาข้าว” งวดแรกวันนี้

รายได้เกษตร "ประกันราคาข้าว"

ตรวจสอบเงินประกันรายได้เกษตร จ่ายส่วนต่าง “ประกันราคาข้าว” งวดแรกวันนี้ เช็คที่นี่

ตามที่ รัฐบาล ได้อนุมัติ โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 รอบที่ 1 มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร 8.79 แสนครัวเรือน ซึ่ง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินให้กับธนาคารแต่ละสาขา วันนี้ (16 พ.ย.) งวดแรก

“รัชดา ธนาดิเรก” รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยวันนี้ (16 พ.ย.) ว่า รอรับได้เลย #ธกส แจ้งโอนเงินส่วนต่าง #ประกันรายได้ ผู้ปลูกข้าว งวดแรก วันนี้ (16 พ.ย.) เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ในงวดนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวแต่ละชนิดจะได้รับเงินส่วนต่างสูงสุด เช่น – ข้าวเปลือกเจ้า รับเงินส่วนต่างสูงสุด 36,670 บ. – ข้าวเหนียว รับเงินส่วนต่างสูงสุด 33,349 บ.

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมจ่ายเงินประกันรายได้ข้าว ปี63/64 งวดแรก 16 พ.ย.นี้ ช่วยชาวนาได้ทันที

กระทรวงพาณิชย์ แจ้งโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี2563/64 (รอบที่ 1) พร้อมจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างงวดแรกวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ สามารถช่วยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแต่ละชนิดได้รับเงินส่วนต่างสูงสุด ดังนี้

1.ข้าวเปลือกหอมมะลิ ประกันรายได้ตันละ 15,000 บาท (ไม่เกิน 14 ตัน) ได้ส่วนต่างตันละ 2,911 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุดถึง 40,756 บาท

2.ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ประกันรายได้ตันละ 14,000 บาท (ไม่เกิน 16 ตัน) ส่วนต่างตันละ 2,137 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุดถึง 34,199 บาท

3.ข้าวเปลือกเจ้า ประกันรายได้ตันละ 10,000 บาท (ไม่เกิน 30 ตัน) ส่วนต่างตันละ 1,222 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุด 36,670 บาท

4.ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ประกันรายได้ตันละ 11,000 บาท (ไม่เกิน 25 ตัน) ส่วนต่างตันละ 1,066 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุดถึง 26,674 บาท

5.ข้าวเหนียว ประกันรายได้ตันละ 12,000 บาท (ไม่เกิน 16 ตัน) ส่วนต่างตันละ 2,084 บาท รับเงินส่วนต่างสูงสุด 33,349 บาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเงินสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ รวมครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2 งวด งวดละ 500 บาท

เกษตรกรที่เป็นชาวนา สามารถเช็ค ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โอนเงินได้แล้ว กดที่ลิงค์ https://chongkho.inbaac.com/  กรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ถ้าเงินเข้าระบบจะแจ้งโอนเรียบร้อย แต่ถ้ายังไม่เข้าให้รอข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง ธ.ก.ส. จะทำการโอนให้เสร็จสิ้นภายใน 3 วันทำการ หรือ สมัครเช็คเงินเข้า-ออก ผ่านไลน์แอดได้ที่ @baacfamiy หรือตรวจสอบการโอนผ่านช่องทางการปรับสมุดเงินฝาก, ATM แอพพลิเคชัน A mobile ไปพลางก่อน

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติอนุมัติให้ รวมวงเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกร แยกเป็น ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 พร้อม 3 มาตรการคู่ขนาน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพชีวิตผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 วงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท

ธ.ก.ส. พร้อมจ่ายเงินตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 รอบที่ 1 แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว เพื่อช่วยเหลือด้านรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4.04 ล้านราย วงเงินกว่า 18,000 ล้านบาท ดีเดย์วันแรก 16 พฤศจิกายนนี้กว่า 870,000 ราย เป็นเงินกว่า 9,200 ล้านบาท

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 (รอบที่ 1) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาราคาข้าว โดยกลไกตลาดยังคงทำงานเป็นปกติภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 18,096 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์กว่า 4.04 ล้านราย

โดยประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 5 ชนิด ได้แก่
ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละ ไม่เกิน 14 ตัน
ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน
ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน
ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน
และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

กรณีเกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด จะได้สิทธิไม่เกินจำนวนสูงสุดของข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงชนิดข้าวที่ก าหนดไว้สูงสุด โดยมีการก าหนดราคาอ้างอิงและระยะเวลาที่ใช้สิทธิขอชดเชย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 31 ตุลาคม 2563 (ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2563 – 28 กุมภาพันธ์2564) ซึ่งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงครั้งแรกวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 เพื่อใช้ในการชดเชยส่วนต่างตามโครงการฯ ความชื้นข้าวเปลือกแต่ละชนิด ไม่เกิน 15%

โดยวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ได้ชดเชยส่วนต่างราคาประกันข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 2,911.17 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 2,137.45 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 1,222.36 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 1,066.96 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 2,084.34 บาท มีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องได้รับเงินทั้งสิ้น 871,869 ราย เป็นเงิน 9,298 ล้านบาท จากนั้นจะประกาศราคาอ้างอิงทุก ๆ 7 วัน จนถึงวันสิ้นสุดโครงการฯ

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินประกันรายได้ เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 รอบที่ 1 กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และต้องแจ้งวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วงเวลาที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิชดเชย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดส่งข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำแนกตามช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวและค านวณปริมาณผลผลิต โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวแต่ละชนิดคูณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เป็นปริมาณผลผลิตที่ต้องชดเชย แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่ก าหนดไว้ข้างต้น ส่งให้ธ.ก.ส. เพื่อเป็นข้อมูลในการจ่ายเงินจากนั้น ธ.ก.ส. จะด าเนินการจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ภายใน 3 วัน นับจากวันที่ได้รับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงในแต่ละรอบจากคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งเกษตรกรสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ตลอด 24 ชั่วโมง และจะมีข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีผ่าน LINE Official BAAC Family กรณีที่ลูกค้าสมัครใช้บริการ BAAC Connect

หลักทรัพย์ ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายหุ้นการบินไทยชั่วคราว หลังผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงิน

ห้ามซื้อขายหุ้นการบินไทย

ตลาดหลักทรัพย์ ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายหุ้นการบินไทยชั่วคราว หลังผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินในรอบนี้

เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 12 พ.ย. 63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ได้ประกาศขึ้นเครื่องหมาย SP, NP หรือห้ามซื้อขายชั่วคราวของหลักทรัพย์ของบริษัท การบินไทยจำกัด (มหาชน) หรือ THAI กรณีผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงินสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.63 ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 63 ที่ผ่านมา THAI ได้แจ้งงบไตรมาส 3 ปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 21,536.07 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 16,851 ล้านบาท หรือราว 360.1% โดยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 21,536 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 9.87 บาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุน 2.14 บาท

โดย ณ วันที่ 30 ก.ย. 63 การบินไทยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 298,952 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธ.ค. 62 จำนวน 44,144 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 338,897 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 63 จำนวน 95,855 ล้านบาท และสัดส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบจำนวน 39,945 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธ.ค. 62 จำนวน 51,711 ล้านบาท หรือ ราว 439.5%

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือน 2563 การบินไทย มีผลขาดทุนสุทธิ 49,552.53 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 345% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 11,119.87 ล้านบาท

SP (Trading Suspension) : การห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราว เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับการขึ้นเครื่องหมาย H แต่บริษัทยังไม่ สามารถชี้แจงหรือเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ หรืออาจฝ่าฝืน ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งไม่ส่งงบการเงินให้ภายในเวลากำหนด

NP (Notice Pending) : บริษัทมีข้อมูลที่ต้องรายงาน และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากบริษัท

“ทรัมป์” สั่งปลด จนท.ระดับสูงอีก 3 คน หลังไล่ออก รมว.กลาโหม

"ทรัมป์" สั่งปลด จนท.ระดับสูง

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ เพิ่ม 3 คน หลังไล่ออก รมว.กลาโหม สร้างความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่องานด้านความมั่นคง

วันนี้ (11 พ.ย.2563) กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ประกาศปลดเจ้าหน้าที่พลเรือนระดับสูงเพิ่มเติม รวมถึงมีผู้ยื่นใบลาออก ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลาเพียง 2 วัน มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงพ้นจากตำแหน่ง 4 คน ในจำนวนนี้รวมถึงนายมาร์ค เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ถูกนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไล่ออกจากตำแหน่งและมีผลเมื่อวานนี้ (10 พ.ย.) พร้อมแต่งตั้งบุคคลที่อยู่ฝ่ายของตัวเอง ขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการแทน

การสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม ทั้งที่ทรัมป์เหลือเวลาอยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน สร้างความกังวลว่า อาจส่งผลกระทบต่องานด้านความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รักษาการ มีแนวคิดต่อต้านชาติมุสลิม และเคยกล่าวหานายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้นำกลุ่มก่อการร้ายที่ให้การสนับสนุนประเทศมุสลิมมากยิ่งกว่าประธานาธิบดีคนใดในอดีต

มท.1 สั่ง 52 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือภัยหนาว ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก เสี่ยงสูง ย้ำดูแลให้ทั่วถึง

มท.1 สั่ง 52 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือภัยหนาว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย สั่งเข้ม 52 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือภัยหนาว ซักซ้อมแนวทางช่วยเหลือ แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลืออย่างเคร่งครัด

วันที่ 11 พ.ย.2563 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.2563 และจากการคาดหมายพบว่า ช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดจะเริ่มตั้งแต่ประมาณกลางเดือน ธ.ค.2563 ถึงปลายเดือน ม.ค.2564 และสิ้นสุดประมาณปลายเดือน ก.พ.2564

โดยพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวม 52 จังหวัด จะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณยอดดอย ยอดภู และเทือกเขา จะมีอากาศหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง จึงได้สั่งการไปยัง ปภ.จังหวัด ให้เตรียมความพร้อมรับมือ ติดตามสถานการณ์และสภาวะอากาศ ซักซ้อมแนวทางช่วยเหลือ พร้อมกับประสานหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรมูลนิธิและจิตอาสา แบ่งพื้นที่รับผิดชอบบูรณาการช่วยเหลือไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลืออย่างเคร่งครัด.

ได้สั่งการไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดให้เตรียมความพร้อมรับมือภัยหนาวด้วยการ

1) ดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ภายใต้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ทำหน้าที่ติดตามสภาวะอากาศ คาดหมายพื้นที่เสี่ยงที่มีโอกาสเกิดอาการหนาวหรือหนาวจัด การแจ้งเตือนและเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอากาศหนาวในพื้นที่

2) ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซักซ้อมแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การกำหนดแนวทาง การจัดเตรียมเครื่องกันหนาว ตลอดจนชี้แจงระเบียบหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ

3) ให้ทบทวน ปรับปรุงแผนเผชิญเหตุของจังหวัด โดยเฉพาะการสำรวจปรับปรุงข้อมูลบัญชีผู้ประสบภัยหนาวกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กไร้ผู้อุปการะ คนพิการ ทุพพลภาพ สตรีมีครรภ์ และผู้มีรายได้น้อยให้เป็นปัจจุบัน และปรับปรุงข้อมูลวัสดุอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน 4) สร้างการรับรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาวพร้อมประสานหน่วยงานด้านสาธารณสุขเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมป้องกันโรคติดต่อในช่วงฤดูหนาว และรณรงค์ขอความร่วมมือเกษตรกรใช้วิธีการไถกลบแทนการเผาตอซังและวัสดุทางการเกษตรเพื่อลดมลพิษในอากาศและปัญหาหมอกควัน

5) กำหนดมาตรการในการป้องกันการเกิดอัคคีภัยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น ทัศนวิสัยจากหมอกหนา เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการจราจร และอัคคีภัยในเต็นท์ที่พักของนักท่องเที่ยว เป็นต้น โดยจัดเจ้าหน้าที่ รถยนต์ดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และอุปกรณ์ดับเพลิงให้มีความพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุฯ ทันทีเมื่อเกิดภัย พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยทหาร ภาคราชการ ภาคเอกชน องค์กรการกุศล มูลนิธิ และประชาชนจิตอาสา แบ่งพื้นที่รับผิดชอบเพื่อบูรณาการให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวไม่ซ้ำซ้อนกันและเป็นไปอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ขอให้จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ขาดแคลนเครื่องกันหนาวเป็นสำคัญข่าวยอดนิยมในรอบ 7 วัน

คลังทุ่ม 2 แสนล้าน เตรียมเปิด”คนละครึ่ง”เฟสสอง หลังได้รับเสียงตอบรับที่ดี

เตรียมเปิด”คนละครึ่ง”เฟสสอง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมพิจารณาเปิดโครงการคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นกำลังการใช้จ่ายในระยะที่ 2 หรือเฟส 2 ในช่วงต้นปี 2564 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน หลังจากมาตรการในระยะแรกได้รับการตอบรับจากประชาชนมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิครบ 10 ล้านคน หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนรอบเก็บตกเพิ่มเติมในวันนี้(11พ.ย.) อีก 2.3 ล้านคน

“เบื้องต้นจะโครงการคนละครึ่งเฟส 2 จะเริ่มต้นในปี 2564 ซึ่งเป็นการขยายเวลามาตรการออกไปจากเดิมสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ เพื่อหวังกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปีใหม่ ส่วนจะมีการเพิ่มสิทธิมากกว่า 10 ล้านคนหรือเพิ่มวงเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายมากกว่า 3,000 บาทหรือไม่ จะต้องขอไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับงบประมาณที่ใช้ แต่ยืนยันว่ามีเม็ดเงินเงินเพียงพอแน่นอน คาดว่าจะสรุปได้ภายในเดือนธ.ค.นี้”

สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 นั้น จะใช้เงินในส่วนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 จำนวน 400,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เหลือวงเงินที่นำมาใช้จ่ายได้ประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามจะต้องทำรายละเอียดเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณารายละเอียดก่อน

“จากการสำรวจพบว่า ประชาชนใช้จ่ายในโครงการถึง 59% และรัฐบาลสนับสนุน 49% โดยส่วนมากมีการซื้ออาหารที่ร้านค้า หาบเร่แผงลอยต่างๆ จำนวนมาก นอกจากนี้ร้านค้าที่ลงทะเบียนก็มีจำนวนมากจึงทำให้คนสนใจ”

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับคนที่ลงทะเบียนในเฟสแรก จะต้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับจำนวน 3,000 บาท ภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ส่วนในระยะสองกระทรวงการคลังจะมีปุ่มหรือข้อความให้คนลงทะเบียนเฟสแรกยืนยันว่าจะเข้าร่วมมาตรการต่อหรือไม่ ซึ่งถ้าเข้าร่วมมาตรการต่อในปีหน้าก็จะได้รับเงินเพิ่มในส่วนของเฟส 2

ขณะที่ผู้ที่ลงทะเบียนคนละครึ่งในเฟส2 นั้นจะไม่ได้รับเงิน 3,000 บาทในเฟสแรก แต่จะได้รับเงินตามสิทธิในเฟส 2 เท่านั้น