Category Archives: ตำแหน่งข่าวด่วน update grid

ประมวลเหตุการณ์ ม็อบ 19 กันยา ยื่นข้อเรียกร้องถึงประธานองคมนตรี นัดครั้งใหม่ ยุติชุมนุม

ม็อบ 19 กันยา

“ม็อบ 19 กันยา” ไม่ไปทำเนียบฯ เคลื่อนขบวนเจรจาแนวตำรวจ แต่ยื่นข้อเรียกร้องถึงประธานองคมนตรี สุดท้ายมี ผบช.น. เป็นตัวแทนรับหนังสือข้อเรียกร้องแทน จากนั้น ได้ประกาสชัยชนะก่อนนัดชุมนุมใหม่

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ตั้งแตีช่วงเช้า หลังการเคารพธงชาติของม็อบ 19 กันยา บริเวณสนามหลวง แกนนำผู้ชุมนุมม็อบ 19 กันยา “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” ได้เคลื่อนขบวนไปยังบริเวณหน้าศาลฎีกา โดยระบุว่า ต้องการไปยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อประธานองคมนตรี ณ ทำเนียบองคมนตรี โดยรายละเอียดมีดังนี้

08.30 น. แกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมด้านหน้าเคลื่อนขบวนถึงบริเวณจุดสกัดของตำรวจ บริเวณด้านหน้าศาลฎีกา

08.37 น. น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นตัวแทนไปเจรจากับตำรวจที่แนวหน้า เพื่อขอเป็นตัวแทนผ่านเข้าไปยื่นหนังสือข้อเรียกร้องถึงประธานองคมนตรี

08.40 น. น.ส.ปนัสยา เป็นตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมเจรจากับทางตำรวจ โดยมี ผบช.น. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ เป็นผู้เจรจา

08.45 น. ตำรวจเปิดแนววางกำลังจุดแรกให้ น.ส.ปนัสยา และคณะบางส่วน ผ่านเข้าไปยังบริเวณแนววางกำลังของตำรวจแนวที่ 2

08.55 น. น.ส.ปนัสยา ถึงบริเวณแนววางกำลังของตำรวจจุดที่ 2 จากนั้น น.ส.ปนัสยา เจรจากับ ผบช.น.อีกครั้ง และมีการยื่นข้อเรียกร้องต่อ ผบช.น.

09.06 น. หลังการยื่นหนังสือ น.ส.ปนัสยา ได้กลับออกมาจากหลังแนววางกำลังตำรวจ กลับมาขึ้นเวทีรถปราศรัยเคลื่อนที่ และปราศรัยกับกลุ่มผู้ชุมนุม

09.08 น. ผบช.น. จะนำข้อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไปตรวจสอบตามขั้นตอน และรับดำเนินการตามความต้องการของกลุ่มผู้ชุมนุม คือ ยื่นหนังสือถึงประธานองคมนตรี

09.10 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมปราศรัยกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยประกาศชัยชนะจากการชุมนุม 2 วัน 1 คืนครั้งนี้

09.22 น. นายพริษฐ์ ปราศรัยถึงท่าทีการชุมนุมและการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยหนึ่งในนั้นคือ เรียกร้องให้วันที่ 14 ต.ค.2563 นัดหยุดงานและหยุดเรียนทั่วประเทศ

09.29 น. นายพริษฐ์ นัดกลุ่มผู้ชุมนุมไปรัฐสภา เพื่อติดตามการอภิปรายเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 24 ก.ย.2563

09.32 น. นายพริษฐ์ พร้อมแกนนำประกาศยุติการชุมนุม จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมทยอยแยกย้ายกลับบ้าน

แน่น ! สนามหลวง มวลชนปักหลักตลอดคืน แกนนำประกาศเคลื่อนขบวน 8 โมงเช้า ย้ำมี “บิ๊กเซอร์ไพรส์”

แน่น ! สนามหลวง มวลชนปักหลักตลอดคืน

“เพนกวิน”ประกาศแล้วเป้าหมายพรุ่งนี้ ยังเยือนทำเนียบ แต่ให้จับตา”บิ๊กเซอร์ไพรส์” เตรียมยื่น 3 ข้อเรียกร้อง ยกระดับไล่”บิ๊กตู่”

วันที่ 19 ก.ย.63 ที่ท้องสนามหลวง นายพริ​ษฐ​์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์   และการชุมนุม กล่าวถึงกำหนดการชุมนุมในวันพรุ่งนี้( 20 ก.ย.) ว่า จะนัดมวลชนให้ตื่นในเวลา 06.00น.เพื่อเคลื่อนขบวนในเวลา 08.00 น.ซึ่งจนถึงตอนนี้ยืนยันว่า เป้าหมายคือทำเนียบ​รัฐบา​ล โดยไม่ได้เป็นการไปยื่นหนังสือเรียกร้อง แต่จะมี”บิ๊กเซอร์ไพรส์”​แน่นอน และฝากถึงรัฐบาลว่าอย่าส่งนายสุภรณ์​ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาฟังเสียงประชาชน เพราะคนนี้ตนไม่ให้ราคา

“เรามาด้วยสันติอหิงสา​และมาด้วยมือเปล่าจึงเชื่อว่าการปะทะจะไม่เกิดขึ้น แต่หากเกิดขึ้นคงไม่ได้มาจากผู้ชุมนุม แต่มาจากฝ่ายรัฐบาล​และการชุมนุมในวันพรุ่งนั้จะยุติเมื่อใดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ส่วนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ มี 3  ประเด็นคือ 1.คือการไล่รัฐบาลประยุทธ์และพวกให้ออกไป รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ ไม่ว่าจะศาลรัฐธรรมนูญ ​หรือคณะกรรมการ​การ​เลือกตั้ง ​(กกต.) จะต้องลาออกทันที 2.การร่างรัฐธรรมนูญ​ใหม่​ต้องแก้ไขทุกมาตร​า และ 3.การปฏิรูป​สถาบัน”นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริ​ษฐ​์ กล่าวอีกว่า การต่อสู้​ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำวันเดียวเสร็จ แต่ประชาชนจะต้องร่วมมือกันมาก ซึ่งข้อเสนอทุกเรื่องทำได้ทันที ซึ่งต้องไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ ออกไปก่อน และส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาลนี้อยู่ได้ไม่เกินเดือนนี้  เพราะพล.อ.ประยุทธ์​กำลังโดดเดี่ยวทางการเมือง  ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์​ไม่ต้องยุบสภา แต่สามารถลาออกได้ทันที แต่หากพล.อ.ประยุทธ์​ไม่ยอมลาออก ตนคิดว่าประชาชนจะขับไล่มากกว่าเดิม

น.ส.ปนัสยา โพสต์ข้อความระบุว่า “ขอให้มวลชนทุกคนมากันอย่างพร้อมเพรียงในวันพรุ่งนี้ 14.00 น. ที่หน้าธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เราจะบุกธรรมศาสตร์ เราจะไปยึดสนามหลวง และในวันถัดไป เราจะไปเยือนทำเนียบรัฐบาลด้วยกัน ให้พวกเผด็จการและศักดินารู้ว่าพวกเราจะไม่หยุด จนกว่าจะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และได้มาซึ่งประชาธิปไตยค่ะ”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายอานนท์ นำภา ทนายความ และผู้ต้องหาในคดีการชุมนุมก่อนหน้านี้ เปิดเผยว่า “หมุดขนาด 11.6 นิ้ว หล่อด้วยทองเหลืองทั้งแผ่น เอาไปทำอะไรยังไม่บอก หมุดขนาดพวงกุญแจ หล่อด้วยโลหะชุปอย่างดี จำหน่ายเป็นที่ระลึกในงานพรุ่งนี้ 1,000 อันเท่านั้น ราคา 100 บาท รายได้ไม่หักทุนมอบให้นักศึกษาทั้งหมด”

อนึ่ง สำหรับหมุดขนาด 11.6 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางมีค่าเท่ากับ 29.64 เซนติเมตร หรือเกือบเท่ากับไม้บรรทัด 1 อัน

ขอบคุณเจ้าของภาพทางโซเชียล

“ธัญญ่า” เปิดใจครั้งแรก ถึง “อิงอิง”แนะ ต้องอยู่ให้เป็นจะมีเงินและชีวิตที่ดีกว่านี้

"ธัญญ่า" เปิดใจครั้งแรก ถึง "อิงอิง"

เป็นเรื่องดราม่า หลังจาก “ธัญญ่า ธัญญาเรศ” ออกมาเตรียมดำเนินคดี กับ “อิงอิง อิงณภัสร์” หลังอีกฝ่ายส่งข้อความคุกคาม น้องลียา

ล่าสุด ธัญญา ออกมาเผยหมดเปลือกถึงเรื่องดังกล่าวผ่านรายการ คุยแซ่บ Show เผยให้ฟังว่า

ธัญญ่ารู้เรื่องนี้มาตลอด 3 ปีแต่น้องเขาเองที่อยู่ไม่เป็น เราปล่อยให้สามีมีความสุข ให้เรามีความสุขแบบที่รักษาครอบครัวเราได้ ไม่อยากฟาดฟันทะเลากันตลอด ตนก็รับเรื่องนี้ได้รู้คนไหนเป็นอะไรมาหลายปีแล้ว เราไม่รู้ว่าเขาอยากอยู่ในจุดที่เราอยู่หรือเปล่า มีการจิกกัดแต่ไม่เอ่ยชื่อ ซึ่งเราก็บอกคนของเรามาประมาณ 3 ปี บอกให้คนเขาไปจัดการ เราบอกว่าอย่าให้เราทนไม่ไหว ไม่อย่างนั้นดี๋ยวจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ด้าน อิงอิง กับลูกสาว น้องลียา รู้จักกันพอลูกรู้ว่าแม่ไม่ชอบผู้หญิงคนนี้ก็ออกห่าง แต่การมาบอกเป็นห่วงพ่อผ่านลูก เจตนาคืออะไร กลายเป็นข้อความสุดท้ายที่เป็นฟางเส้นสุดท้าย เป็กเขาดูแลอยู่หลายคนแต่ทุกคนอยู่ในที่ของตัวเอง เขาน่ารัก อยู่เป็น บางคนถึงขั้นสั่งงานได้ด้วยซ้ำ แ แต่น้องคนนี้ล้ำเส้นมากและเป็กก็จัดการไม่ได้ ธัญญ่าจัดการเอง.ที่ไม่เลิกกับเป็ก เพราะธัญญ่ารู้สึกว่า การเลิกกันมันง่ายมาก หากเป็กไปแต่งงานใหม่ หรือตนแต่งงานใหม่ แล้วลูกล่ะ ซึ่งลียาเคยบอกว่า หากพ่อแม่แต่งงานใหม่ เขาจะไม่อยู่กับใครเลย เช่น หากพ่อแต่งงานใหม่ก็จะไม่อยู่กับพ่อ แม่แต่งงานใหม่จะไม่อยู่กับแม่.หากจะมีผู้หญิงเข้ามาใหม่ ก็เปิดรับไปเลย ว่านี่คือคนของพ่อนะ แต่ตนกับเป็กก็มีความผูกพัน มีความห่วงใยให้กัน จะมีการบอกให้คนดูแลช่วยดูหน่อย

แต่ก่อนเราก็คิดว่า เรื่องแบบนี้มันยาก ทำได้ยังไงที่จะไม่หึง เราต้องจัดการ ต้องตีให้แตก แต่จนวันหนึ่งเราตกผลึก เราก็หมดความหึงหวง และชีวิตก็แฮปปี้.เป็กเองก็รักลูก ดูแลครอบครัวของเรา ไปไหนเขาก็ดูแลทุกคน เขาสปอร์ต ถ้าเราเลิกกับเขาไป มันก็คงแฮปปี้ในจุดหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่เจอคนที่ดูแลเราขนาดนี้ เราจะเป็นยังไง.เราบอกว่า ให้เป็กไปมีคนดูแลได้ แต่ขอเพิ่มเงินเดือนนะ ซึ่งเขาก็ให้และก่อนหน้าที่เราจะจับเรื่องนี้ได้ เราเกือบเลิกเลยบอกเขาว่าให้โอนเงินมาให้ ประมาณ 8 หลัก เขาก็โอนเงินให้ เราเลยเปลี่ยนวิธีคิด

ส่วนเรื่องคนดูแลเป็กนั้น มีทั้งหมดเท่าไรไม่บอก แต่ 2 มือนับแล้วไม่พอ.ส่วนเรื่องฟ้องนั้น ก็ปรึกษาทนายความว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการ หากน้องพร้อมที่จะไม่ยุ่งกับลียา เป็ก ธัญญ่า ก็จะไม่ดำเนินการตามกฎหมาย อย่างที่บอกว่า เขาอยู่ไม่เป็น หากเขาอยู่เป็น เราก็พร้อมจะคุยด้วยดี ๆ ใครอยู่เป็นเราก็แฟร์ แต่อยู่ไม่เป็นเราก็ไม่เอาไว้โดยฝากท้ายถึง อิงอิง เอาไว้ว่าชีวิตน้องมีอนาคตอีกไกล เพิ่งจะ 20 ต้น ๆ การที่เรานิ่งเฉย ๆ เราอาจจะส่งคนของเราไปจัดการ ยังมีมาเรื่อย ๆ ถ้ามาอยู่ในจุดที่พี่อยู่ จะเป็นยังไง อย่าทำอย่างนี้กับครอบครัวใครอีก น้องต้องอยู่ให้เป็น อาจจะได้มีเงินมากกว่านี้ และชีวิตจะดีมากกว่านี้”.ส่วนพี่เป๊ก ยากให้เป็นบทเรียน พี่ก็รู้ว่าว่าธัญญ่าใจดี แต่ถ้าธัญญ่าเอาจริงจะเป็นยังไง คุมเด็กให้ได้ อย่าให้เด็กของพี่มาหืออือนะพี่นะ

นายกรัฐมนตรี “อาเบะ” ของญี่ปุ่นตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งแล้ววันนี้

นายกรัฐมนตรี "อาเบะ" ของญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรี “อาเบะ” ของญี่ปุ่นตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งแล้ววันนี้

วันที่ 28 สิงหาคม 2020 นายกรัฐมนตรีอาเบะ ของประเทศญี่ปุ่น ได้ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวัย 65 ปี หลังจากได้มีการตรวจพบ ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ สำหรับการแถลงข่าวในการลาออก จะมีการแถลงข่าวในเย็นวันนี้และจะมีการชี้แจงถึงสาเหตุของเหตุผลตัวเอง

นายกรัฐมนตรี อาเบะ มีอายุใกล้จะครบ 66 ปี ในเดือนกันยายน 2020 นี้ ถูกรับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในวันที่ 14 กรกฎาคม 2006 ตอนที่เข้ารับตำแ แหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายอาเบะ มีอายุ 52 ปี ในตอนนั้นได้มีการลาออกแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งสาเหตุในการลาออกเหมือนกับครั้งนี้ นั่นก็คือปัญหาเรื่องสุขภาพในปี 2007  การประกาศลาออกครั้งนี้ ทำให้วาระในการดำรงตำแหน่งของนายกอายะจนถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา นับรวมจำนวนวันได้ทั้งสิ้น 2,799 วัน ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

“เมสซี” ขออำลา ‘บาร์เซโลนา’ ซัมเมอร์นี้

'เมสซี' ขออำลา 'บาร์เซโลนา'

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานนยันว่า ลิโอเนล เมสซี เพลย์เมกเกอร์ชาวอาร์เจนตินาที่อยู่รับใช้ทีมชุดใหญ่บาร์เซโลนา มานานถึง 16 ปี แจ้งกับสโมสรแล้วว่าเขาต้องการยกเลิกสัญญา โดยเป็นความประสงค์ฝ่ายเดียว หลังจากทีมจบฤดูกาลด้วยผลงานอันย่ำแย่ ไม่มีถ้วยรางวัลติดมือ

โดย ทนายความของเจ้าของรางวัล “บัลลงดอร์” 6 สมัย ส่งแฟกซ์ถึงสโมสร มีเนื้อหาประกาศเจตจำนงของเมสซีที่ต้องการใช้เงื่อนไขฉีกสัญญา ซึ่งเจ้าตัวเชื่อว่าจะทำให้สามารถย้ายทีมแบบไม่มีค่าตัวในซัมเมอร์นี้

ข้อตกลงในสัญญาของเมสซีที่ทำไว้กับบาร์เซโลนา ระบุว่า เขาสามารถตัดสินใจได้หลังจบฤดูกาล 2019/20 ว่าจะขอแยกทาง หรือ อยู่รับใช้สโมสรอีก 1 ปี ซึ่งสัญญาฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิ.ย. 2021

แม้บาร์เซโลนายังไม่ออกมาตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ แต่หลายฝ่ายเชื่อกันว่า เงื่อนไขฉีกสัญญาดังกล่าวหมดอายุไปแล้วในเดือน มิ.ย. และทำให้เมสซี วัย 33 ปี ต้องอยู่กับทีมต่อไปจนครบสัญญาหลังจบฤดูกาล 2020/21

ในหลักการนั้น เงื่อนไขฉีกสัญญาหมดอายุไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากฤดูกาลนี้เผชิญกับช่วงเวลาที่ไม่ปกติจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้เมสซีตัดสินใจขอใช้เงื่อนไขฉีกสัญญาในเวลานี้” มาร์กา สื่อกีฬาชั้นนำของสเปนวิเคราะห์ “นี่เป็นก้าวแรกสู่การเปิดเจรจาเรื่องการอำลาทีมของเมสซี โดยมีเงื่อนไขว่าสโมสรต้องได้รับค่าฉีกสัญญา 700 ล้านยูโร”

ด้าน ฟาบริซิโอ โรมาโน ผู้สื่อข่าวกีฬา ความน่าเชื่อถือระดับเทียร์ 1 หรือน่าเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งแม่นเรื่องข้อมูลวงใน เผยว่า สถานการณ์ระหว่างบาร์เซโลนากับเมสซีตอนนี้ คือ เมสซีต้องการย้ายออกทันที ขณะที่จุดยืนของบาร์เซโลนาชัดเจนว่า ต้องได้รับค่าฉีกสัญญา 700 ล้านยูโร และเงื่อนไขฉีกสัญญาฟรีนั้นหมดไปแล้วในเดือน มิ.ย. เมสซีต้องอยู่กับทีมต่ออีกปี

“บอร์ดบริหารของบาร์เซโลนาเตรียมประชุมกันในไม่กี่วันข้างหน้า และ ฮอร์เก เมสซี พ่อและเอเยนต์ส่วนตัวของแข้งดัง แจ้งสโมสรเมื่อเช้านี้ว่า ลูกชายต้องการอำลาทีม ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสโมสรแล้ว ลีโอต้องการไป บาร์ซาต้องการยื้อ” โรมาโนระบุ

ยิงชายติดอาวุธนอกทำเนียบขาว เจ้าหน้าที่รีบพา ‘ทรัมป์’ ปธน.สหรัฐฯหนี ขณะแถลงข่าว

ยิงชายติดอาวุธนอกทำเนียบขาว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ถูกตำรวจอารักขาประธานาธิบดี (ซีเคร็ต เซอร์วิส) พาออกจากห้องแถลงข่าวอย่างกะทันหันเมื่อวานนี้ (10 ส.ค.) หลังเกิดเหตุยิงกันที่ด้านนอกทำเนียบขาว

ทรัมป์ กำลังยืนบนโพเดียมและชี้แจงเรื่องตลาดหุ้น ในขณะที่เจ้าหน้าที่ซีเคร็ตเซอร์วิสคนหนึ่งเข้ามาเบรกและเชิญเขาออกไปจากห้อง ส่วนรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง สตีเวน มนูชิน และผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณ รัสส์ วอต ก็ถูกพาออกจากห้องแถลงข่าวเช่นเดียวกัน

ผู้นำสหรัฐฯ เดินกลับเข้าไปที่ห้องสื่อมวลชนอีกครั้งในอีกหลายนาทีต่อมา และชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ยิงสกัดบุคคลคนๆ หนึ่งซึ่งมีอาวุธ และนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลแล้ว
“มีการยิงกันเกิดขึ้นที่ด้านนอกทำเนียบขาว และดูเหมือนจะคุมสถานการณ์ได้แล้ว” ทรัมป์ บอก “แต่มีการยิงเกิดขึ้นจริงๆ และใครบางคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ผมยังไม่ทราบว่าอาการเขาเป็นอย่างไร” ทรัมป์ เผยด้วยว่า จุดที่มีการยิงกันนั้นอยู่ใกล้กับรั้วด้านนอกทำเนียบ

หน่วยซีเคร็ตเซอร์วิสแถลงผ่านสื่อทวิตเตอร์ว่า “เรากำลังสอบสวนเจ้าหน้าที่ซีเคร็ตเซอร์วิสที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงกันครั้งนี้ ชายผู้ต้องสงสัยและเจ้าหน้าที่ซีเคร็ตเซอร์วิสถูกนำส่งโรงพยาบาลทั้งคู่ แต่เรายืนยันว่าไม่มีใครบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ทำเนียบขาว และไม่มีผู้ถูกอารักขาคนใดได้รับอันตราย”

ประตูห้องแถลงข่าวของทำเนียบขาวถูกล็อกทันที หลังจากเจ้าหน้าที่พาตัว ทรัมป์ ออกไปผู้นำสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมตำรวจอารักขาซึ่งปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองตนอย่างรวดเร็ว และระบุว่าทางซีเคร็ตเซอร์วิสจะแถลงรายละเอียดให้ทราบในภายหลัง

โควิดซัดเศรษฐกิจไทยวูบ 2 ล้านล้านบาท หอการค้าไทย ปรับลด “จีดีพี” ติดลบ 9.4%

โควิดซัดเศรษฐกิจไทยวูบ 2 ล้านล้านบาท

โควิดซัดเศรษฐกิจไทยวูบ 2 ล้านล้านบาท

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับลดจีดีพีปีนี้ เป็นติดลบ 9.4% จากเดิมลบ 4.9% ถึงลบ 3.4% หลังโควิด–19 สร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจไทยแล้ว 2 ล้านล้านบาท จี้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้น ทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไม่เช่นนั้น ช่วงที่เหลือของปีนี้คนไทยอาจตกงานอีก 1.9 ล้านคน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ปรับอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปีนี้ ใหม่จากเดิมที่ติดลบ 4.9% ถึงติดลบ 3.4% เป็นติดลบ 9.4% เพราะโควิด-19 เป็นสำคัญ ทำให้เกิดความเสียหายเศรษฐกิจไทย 2.098 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นผลจากมาตรการปิดเมืองที่กระทบต่อภาคท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมร้านอาหาร ค้าปลีกค้าส่ง ขนส่ง บันเทิง 1.5 ล้านล้านบาท, ภาคการผลิตและส่งออก 500,000 ล้านบาท ภัยแล้ง 75,000 ล้านบาท

รอดูฝีมือทีมเศรษฐกิจชุดใหม่

“การปรับลดจีดีพีเหลือติดลบ 9.4% มาจากการคาดว่า มูลค่าส่งออกไทยติดลบ 10.2%, การบริโภคภาคเอกชน ติดลบ 2.6%, การบริโภคภาครัฐบวก 4.5%, การลงทุนรวม ติดลบ 8% การนำเข้าติดลบ 19.5%, จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ลดลง 82.3% เงินเฟ้อติดลบ 1.5% และ ไตรมาสที่ 2 ของปี นี้คาดว่าจีดีพีจะติดลบ 15% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และต่ำกว่าไตรมาส 2 ของปี 2541 ที่อยู่ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่จีดีพีติดลบ 12% ส่วนไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้ อาจค่อยๆดีขึ้นจากมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลและการคลายล็อกเฟสต่างๆ”

ทั้งนี้ นักวิชาการและเอกชนต้องการ ให้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ เร่งออกมาตรการเติมเพิ่มในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ไม่ควรใช้การแจกเงินเหมือนการเยียวยาคนละ 5,000 บาท แต่ควรเป็นมาตรการที่ก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น แม้ว่าจะเกิดประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่ำกว่าโครงการอื่นๆ แต่ผลที่ได้ทำให้ประชาชนมีรายได้จากการมีงานทำ ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นหลายรอบ

ระทึกตกงานเพิ่มอีก 1.9 ล้านคน

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งผ่อนคลายให้เอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพราะส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ และหลายๆกรณีธนาคารพาณิชย์ต้องขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงอยากให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เข้ามาช่วยค้ำประกันด้วย โดยหากไม่มีมาตรการกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลเข้ามาเพิ่มเติม รวมถึงเอสเอ็มอียังขาดสภาพคล่อง เชื่อว่า ช่วงที่เหลือของปี ต้องมี การปลดคนงานออก 1.9 ล้านคน โดยเฉพาะเดือน ต.ค.นี้ อาจเห็นการปลดคนหลักล้านคน แต่หากเอสเอ็มอีมีสภาพคล่อง จะช่วยประคองการจ้างงานได้ต่อไปอีก 10 เดือน

น.ส.อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของเอสเอ็มอีเกี่ยวกับ ผลกระทบของโควิด-19 พบว่า เอสเอ็มอี 61.7% ได้รับผลกระทบมากถึงมากที่สุด ส่วน 26.9% ได้รับผลกระทบปานกลาง, 11.2% ได้รับผลกระทบน้อย และ 0.2% ไม่ได้รับผลกระทบ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบมากถึงมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สุขภาพ ความงาม อัญมณีและหัตถกรรม แม้ว่าเอสเอ็มอี 86.5% ยังไม่มีการเลิกจ้างงาน แต่ 13.5% บอกว่า ปลดคนงาน และเลิกจ้าง แต่หากช่วงต่อไป ยังไม่มีรายได้ หรือมีรายได้น้อยมาก จะประคองกิจการไปได้อีกเฉลี่ย 6 เดือน สูงสุดไม่เกิน 9 เดือน ขณะที่ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ระบุว่า จะประคองกิจการไปได้เพียง 3 เดือน

ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เดือน ก.ค.พบว่าดัชนีฯเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 จากเดือนก่อนหน้าที่ 38.5 มาอยู่ที่ระดับ 42.9 โดยปรับดีขึ้นในเกือบทุกธุรกิจ ซึ่งดัชนีรวมและดัชนีย่อยยังต่ำกว่า 50 ในทุกภาคธุรกิจ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่ทยอยมีสัญญาณปรับดีขึ้น โดยภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้น จากกลุ่มผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ และกลุ่มผลิตยานยนต์เป็น โดยส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ในงาน มอเตอร์โชว์ เช่นเดียวกับดัชนีฯของภาคที่มิใช่การผลิตปรับดีขึ้น นำโดยกลุ่มขนส่งและภาคก่อสร้าง ที่มีความเชื่อมั่นดีขึ้น แต่ส่วนใหญ่ ยังกังวลต่อภาวะธุรกิจที่เปราะบาง

แนวโน้มค่าดัชนีฯในอีก 3 เดือนข้างหน้าคาดว่า จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 47.0 มาอยู่ที่ 48.6 โดยปรับดีขึ้นในเกือบทุกภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตยานยนต์ ที่ดัชนีอยู่สูงกว่า 50 ได้ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ส่วนหนึ่งเป็นผลดีจากการจัดงาน มอเตอร์โชว์ เช่นเดียวกับกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร กลุ่มขนส่ง จากผลการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ แต่ดัชนีฯของกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารยังต่ำกว่า 50 สะท้อนว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ คาดว่าภาวะธุรกิจจะไม่ดีนักจากปัจจุบัน ขณะที่ด้านการเงิน ดัชนีสภาพคล่องทั้งปัจจุบันและ 3 เดือนข้างหน้า ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่ยังอยู่ต่ำกว่า 50 สะท้อนว่าธุรกิจส่วนใหญ่ ยังมีสภาพคล่องลดลง.

“ประยุทธ์” ฉุน “สมศักดิ์” ปูดให้อาฟเตอร์ช็อก คนอกหักป่วนสภา ยันปรับ ครม. รอทูลเกล้าฯ

“ประยุทธ์” ฉุน “สมศักดิ์”

“ประยุทธ์” ฉุน “สมศักดิ์” ปูดให้อาฟเตอร์ช็อก

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี​ และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ “โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2” ซึ่งเป็นอาคารพักอาศัยแปลง A1 และ D1 ถึงการปรับ ครม.ที่ล่าสุดมีข่าวว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ระบุให้ระวังอาฟเตอร์ช็อก คนอกหักป่วนสภา หลังการปรับคณะรัฐมนตรี ( ครม.)

โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่าสื่อก็พูดและเขียนกันไปเรื่อย วันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ

“ต้องให้เวลาว่าที่รัฐมนตรีเขาได้มีการตรวจสอบประวัติส่วนตัวรวมทั้งเรื่องหุ้น ไม่ใช่ว่าตั้งวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะไปได้เสียเมื่อไหร่คนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีก็จะต้องเคลียร์ตัวเอง ต้องให้เวลาเขานิดหนึ่งยืนยันว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้เห็นใบลาออกของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เดี๋ยวไปดูก่อน” เมื่อถามว่า จะมีการแต่งตั้งผู้ที่รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “ปกติก็มีตามอัตโนมัติอยู่แล้ว”

เมื่อถามย้ำว่า มีการพิจารณาหรือมองบุคคลใดเป็นว่าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไว้ในใจแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่ใช่แบบนี้” พร้อมชี้มาที่กลุ่มสื่อมวลชน

ครม.เห็นชอบ ต่อ พ.ร.ก.อีก 1 เดือน สิ้นสุด 31 ส.ค.63 อ้างคุมโควิด ไม่เกี่ยวการเมือง

ครม.เห็นชอบ ต่อ พ.ร.ก.อีก 1 เดือน

ครม.เห็นชอบ ต่อ พ.ร.ก.จนถึง 31 ส.ค.2563

ผู้สื่อข่าวการเมือง รายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ ( 29 ก.ค.) มีมติเห็นชอบ ต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่จะหมดอายุวันที่ 31 ก.ค.นี้ว่า ตามที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้มีการหารือกันถึงความจำเป็นและเหตุผลที่จะต้องขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือนหรือสิ้นเดือน ส.ค. 25

โดยที่ประชุม ได้ให้เห็นผลก่อนหน้านี้ว่า การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะไม่ใช้บังคับกับมิติทางการเมืองอย่างเด็ด

อุกอาจ! คนร้ายกราดยิง 40 นัด 3 ศพ กลางเมืองพัทลุง ( มีคลิป )

กราดยิงกลางเมืองพัทลุง

คนร้ายกราดยิง 3 ศพ กลางเมืองพัทลุง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนถนนราเมศวร์ บริเวณหน้าธนาคาร ธกส.สาขาท่ามิหรำ ใจกลางเมืองพัทลุง ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบศพชายไทยอายุประมาณ 30 ปี เสียชีวิตอยู่กลางถนน.สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืน 9 มม. กว่า 40 นัด ปลอกกระสุนกระจายเกลื่อนถนน

ใกล้กันพบรถยนต์ภายในรถยนต์ โตโยต้า พบศพชายไม่ทราบชื่อ อีก 2 ศพ ถูกกราดยิงด้วยอาวุธปืนชนิเดียวกัน .อย่างไรก็ตามขณะเกิดเหตุไม่มีคนเห็นเหตุการณ์

ตอนนี้อยู่ระหว่างไล่ตรวจสอบกล้องวงจราตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีอุกอาจที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองทำให้ประชาชนเสียขวัญ