Daily Archives: 11/11/2020

“ทรัมป์” สั่งปลด จนท.ระดับสูงอีก 3 คน หลังไล่ออก รมว.กลาโหม

"ทรัมป์" สั่งปลด จนท.ระดับสูง

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ เพิ่ม 3 คน หลังไล่ออก รมว.กลาโหม สร้างความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่องานด้านความมั่นคง

วันนี้ (11 พ.ย.2563) กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ประกาศปลดเจ้าหน้าที่พลเรือนระดับสูงเพิ่มเติม รวมถึงมีผู้ยื่นใบลาออก ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลาเพียง 2 วัน มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงพ้นจากตำแหน่ง 4 คน ในจำนวนนี้รวมถึงนายมาร์ค เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ถูกนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไล่ออกจากตำแหน่งและมีผลเมื่อวานนี้ (10 พ.ย.) พร้อมแต่งตั้งบุคคลที่อยู่ฝ่ายของตัวเอง ขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการแทน

การสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม ทั้งที่ทรัมป์เหลือเวลาอยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน สร้างความกังวลว่า อาจส่งผลกระทบต่องานด้านความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รักษาการ มีแนวคิดต่อต้านชาติมุสลิม และเคยกล่าวหานายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้นำกลุ่มก่อการร้ายที่ให้การสนับสนุนประเทศมุสลิมมากยิ่งกว่าประธานาธิบดีคนใดในอดีต

มท.1 สั่ง 52 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือภัยหนาว ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก เสี่ยงสูง ย้ำดูแลให้ทั่วถึง

มท.1 สั่ง 52 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือภัยหนาว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย สั่งเข้ม 52 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือภัยหนาว ซักซ้อมแนวทางช่วยเหลือ แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลืออย่างเคร่งครัด

วันที่ 11 พ.ย.2563 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.2563 และจากการคาดหมายพบว่า ช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดจะเริ่มตั้งแต่ประมาณกลางเดือน ธ.ค.2563 ถึงปลายเดือน ม.ค.2564 และสิ้นสุดประมาณปลายเดือน ก.พ.2564

โดยพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวม 52 จังหวัด จะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณยอดดอย ยอดภู และเทือกเขา จะมีอากาศหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง จึงได้สั่งการไปยัง ปภ.จังหวัด ให้เตรียมความพร้อมรับมือ ติดตามสถานการณ์และสภาวะอากาศ ซักซ้อมแนวทางช่วยเหลือ พร้อมกับประสานหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรมูลนิธิและจิตอาสา แบ่งพื้นที่รับผิดชอบบูรณาการช่วยเหลือไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลืออย่างเคร่งครัด.

ได้สั่งการไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดให้เตรียมความพร้อมรับมือภัยหนาวด้วยการ

1) ดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ภายใต้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ทำหน้าที่ติดตามสภาวะอากาศ คาดหมายพื้นที่เสี่ยงที่มีโอกาสเกิดอาการหนาวหรือหนาวจัด การแจ้งเตือนและเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอากาศหนาวในพื้นที่

2) ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซักซ้อมแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การกำหนดแนวทาง การจัดเตรียมเครื่องกันหนาว ตลอดจนชี้แจงระเบียบหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ

3) ให้ทบทวน ปรับปรุงแผนเผชิญเหตุของจังหวัด โดยเฉพาะการสำรวจปรับปรุงข้อมูลบัญชีผู้ประสบภัยหนาวกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กไร้ผู้อุปการะ คนพิการ ทุพพลภาพ สตรีมีครรภ์ และผู้มีรายได้น้อยให้เป็นปัจจุบัน และปรับปรุงข้อมูลวัสดุอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน 4) สร้างการรับรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพช่วงฤดูหนาวพร้อมประสานหน่วยงานด้านสาธารณสุขเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมป้องกันโรคติดต่อในช่วงฤดูหนาว และรณรงค์ขอความร่วมมือเกษตรกรใช้วิธีการไถกลบแทนการเผาตอซังและวัสดุทางการเกษตรเพื่อลดมลพิษในอากาศและปัญหาหมอกควัน

5) กำหนดมาตรการในการป้องกันการเกิดอัคคีภัยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น ทัศนวิสัยจากหมอกหนา เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการจราจร และอัคคีภัยในเต็นท์ที่พักของนักท่องเที่ยว เป็นต้น โดยจัดเจ้าหน้าที่ รถยนต์ดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และอุปกรณ์ดับเพลิงให้มีความพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุฯ ทันทีเมื่อเกิดภัย พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยทหาร ภาคราชการ ภาคเอกชน องค์กรการกุศล มูลนิธิ และประชาชนจิตอาสา แบ่งพื้นที่รับผิดชอบเพื่อบูรณาการให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวไม่ซ้ำซ้อนกันและเป็นไปอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ขอให้จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปฏิบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ขาดแคลนเครื่องกันหนาวเป็นสำคัญข่าวยอดนิยมในรอบ 7 วัน

นายกฯ วอนร่วมทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง เชื่อ เป็นภูมิคุ้มกันในทุกสถานการณ์แม้โลกจะเปลี่ยนแปลง

นายกฯ วอนร่วมทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

“พล.อ.ประยุทธ์” ขอทุกคนร่วมทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง เชื่อ เป็นภูมิคุ้มกันในทุกสถานการณ์แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไป ชี้ การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาและปาฐกถา ในงานสัมมนา “ภาคธุรกิจไทยในวิถียั่งยืน” เสร็จสิ้น ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ ต้องให้ครอบคลุมในทุกกลุ่ม ทุกธุรกิจ และทุกกิจกรรม รวมถึงการวางแผนเพื่อประกอบอาชีพในอนาคตด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนโดยไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม

ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้าง สร้างงานให้คนในท้องถิ่น สร้างอาชีพให้คนรุ่นใหม่ในชุมชน สร้างโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างแรงกระตุ้น ตั้งแต่การวางรากฐานการเรียนการศึกษาให้ชัดเจน คือต้องเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าแห่งภูมิปัญญาในวิถีชีวิตท้องถิ่น

“อีกสิ่งที่สำคัญ คือการพัฒนา เราต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน ล้มได้ แต่ต้องลุกให้ไว ปรับตัวให้ได้ ผมเชื่อเสมอว่าการทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีการกำหนดแผน เป้าหมาย และวางระยะที่ชัดเจน จะเป็นภูมิคุ้มกันได้ในทุกสถานการณ์ แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม”

คลังทุ่ม 2 แสนล้าน เตรียมเปิด”คนละครึ่ง”เฟสสอง หลังได้รับเสียงตอบรับที่ดี

เตรียมเปิด”คนละครึ่ง”เฟสสอง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมพิจารณาเปิดโครงการคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นกำลังการใช้จ่ายในระยะที่ 2 หรือเฟส 2 ในช่วงต้นปี 2564 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน หลังจากมาตรการในระยะแรกได้รับการตอบรับจากประชาชนมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิครบ 10 ล้านคน หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนรอบเก็บตกเพิ่มเติมในวันนี้(11พ.ย.) อีก 2.3 ล้านคน

“เบื้องต้นจะโครงการคนละครึ่งเฟส 2 จะเริ่มต้นในปี 2564 ซึ่งเป็นการขยายเวลามาตรการออกไปจากเดิมสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ เพื่อหวังกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปีใหม่ ส่วนจะมีการเพิ่มสิทธิมากกว่า 10 ล้านคนหรือเพิ่มวงเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายมากกว่า 3,000 บาทหรือไม่ จะต้องขอไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับงบประมาณที่ใช้ แต่ยืนยันว่ามีเม็ดเงินเงินเพียงพอแน่นอน คาดว่าจะสรุปได้ภายในเดือนธ.ค.นี้”

สำหรับเม็ดเงินที่จะใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 นั้น จะใช้เงินในส่วนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูผลกระทบโควิด-19 จำนวน 400,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เหลือวงเงินที่นำมาใช้จ่ายได้ประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามจะต้องทำรายละเอียดเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณารายละเอียดก่อน

“จากการสำรวจพบว่า ประชาชนใช้จ่ายในโครงการถึง 59% และรัฐบาลสนับสนุน 49% โดยส่วนมากมีการซื้ออาหารที่ร้านค้า หาบเร่แผงลอยต่างๆ จำนวนมาก นอกจากนี้ร้านค้าที่ลงทะเบียนก็มีจำนวนมากจึงทำให้คนสนใจ”

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับคนที่ลงทะเบียนในเฟสแรก จะต้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับจำนวน 3,000 บาท ภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ส่วนในระยะสองกระทรวงการคลังจะมีปุ่มหรือข้อความให้คนลงทะเบียนเฟสแรกยืนยันว่าจะเข้าร่วมมาตรการต่อหรือไม่ ซึ่งถ้าเข้าร่วมมาตรการต่อในปีหน้าก็จะได้รับเงินเพิ่มในส่วนของเฟส 2

ขณะที่ผู้ที่ลงทะเบียนคนละครึ่งในเฟส2 นั้นจะไม่ได้รับเงิน 3,000 บาทในเฟสแรก แต่จะได้รับเงินตามสิทธิในเฟส 2 เท่านั้น

เปิดวิธีโหลดแอป “เป๋าตัง” สำหรับรับเงิน “คนละครึ่ง” 3 พันบาท

เปิดวิธีโหลดแอป “เป๋าตัง”

เปิดวิธีดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย เพื่อใช้สำหรับผู้ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “คนละครึ่ง” รับเงินสูงสุด 3,000 บาทต่อคน จำกัดจำนวน 15 ล้านสิทธิ์

แอปฯ “เป๋าตัง” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจาก นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้เปิดตัวโครงการ “คนละครึ่ง” ที่จะช่วยจ่ายเงินให้ประชาชนครึ่งหนึ่งเมื่อนำไปใช้จ่ายกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ โดยได้กล่าวด้วยว่า “เป๋าตัง” จะเป็นช่องทางรับ-จ่ายเงินในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้จะแตกต่างจากโครงการ ชิมช้อปใช้ ที่ผ่านมา โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องควักเงินของตนครึ่งหนึ่งมาใช้ร่วมกับเงินรัฐบาล โดยรัฐบาลจะช่วยจ่าย 50% ของการใช้เงิน เช่น ถ้าจะใช้เงินที่รัฐให้ 3,000 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีเงิน 3,000 บาท ใส่เข้าไปในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อเป็นช่องทางในการรับและจ่ายเงิน

นอกจากนี้ นายลวรณยังระบุด้วยว่า อาจกำหนดจำนวนเงินที่ใช้ต่อวัน ระหว่าง 100-200 บาท เพื่อให้กระจายการใช้เม็ดเงินช่วยเหลือออกไปให้นานขึ้น เพราะไม่ต้องการใช้เกินการใช้จ่ายแบบครั้งเดียวจำนวนมากๆ เหมือนในโครงการก่อนหน้านี้

รัฐบาลตั้งเป้าว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะสร้างเงินมุนเวียนในระบบได้กว่า 9 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลา 3 เดือน

วิธีดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง”

แอปฯ เป๋าตัง สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้กับโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ iOS

  • สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ เข้าไปที่ Google Play Store ตามลิ้งค์นี้ เพื่อดาวน์โหลดแอป (สำหรับเวอร์ชั่น 4.4 ขึ้นไปเท่านั้น) จากนั้นกด “ติดตั้ง” หรือ “install”
  • ไอโฟน เข้าไปที่ App Store ตามลิ้งค์นี้ เพื่อดาวน์โหลดแอป (สำหรับ iOS 9.0 ขึ้นไปเท่านั้น) จากนั้นกด “ติดตั้ง” หรือ “install”

แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เป็นแอปพลิเคชั่นที่ธนาคารกรุงไทยพัฒนาขึ้น โดยออกแบบให้ครอบคลุมธุรกรรมการเงินทุกประเภท ให้สามารถใช้แทนเงินสดได้ โดยสามารถเข้าใช้งานด้วยรหัสผู้ใช้งาน Krungthai NEXT หมายเลขบัตรเอทีเอ็ม/เดบิต กรุงไทย, ผู้ลงทะเบียนสิทธิ “ชิมช้อปใช้” รวมถึงสิทธิสุขภาพจาก สปสช.

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการ “คนละครึ่ง” จะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป และหากเป็นไปตามโครงการ ชิมช้อปใช้ หรือ เราเที่ยวด้วยกัน ที่ผ่านมา ระบบจะเชื่อมต่อข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้กับแอปฯ โดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้สิทธิ์จะต้องยืนยันตัวตนผ่านรหัส OTP ที่ระบบส่งให้ทาง SMS

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือเอกชน ร่วมผลิตช่างติดตั้งฟิล์มและกระจกรถยนต์ จบมามีงานทำ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือเอกชน ร่วมผลิตช่างติดตั้งฟิล์มและกระจกรถยนต์ จบมามีงานทำ

นายธวัช เบญจาธิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับบริษัท อุดรกระจกรถยนต์ จำกัด โดยนางศมน ชคัตธาดากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ลงนามความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานช่างติดตั้งกระจกรถยนต์และฟิล์มกรองแสงรถยนต์ โดยมีนายชาคริตย์ เดชา รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายปริญญา เร่งพินิจ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ และนาย สายัณห์ ไวรางกูร ที่ปรึกษาด้านการเงิน ร่วมลงนาม ณ UDA AUTO GLASS บริเวณห้างสรรพสินค้าโรบินสันศรีสมาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

นายธวัช เบญจาธิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะเป็นช่วงชะลอตัว แต่ยังมีช่องทางการเติบโตที่เกิดขึ้นจากความต้องการภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ช่างฝีมือจึงยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน บางแห่งยังขาดแคลน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน จึงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาในการผลิตแรงงานให้มีความชำนาญเฉพาะด้านป้อนสู่ตลาด

การร่วมมือกับบริษัท อุดรกระจกรถยนต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในด้านการติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและครูฝึกของ กพร. เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่ช่างฝีมือ นักศึกษาระดับ ปวช. ปวส. ประชาชนทั่วไป ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับมอบวุฒิบัตรเพื่อใช้ในการสมัครงานได้ ซึ่งได้เปิดนำร่องแล้ว 15 คน

โดยวางเป้าช่วงระยะเวลา 5 ปี จะมีแผนจะเปิดศูนย์บริการติดตั้งกระจกและฟิล์มกรองแสงใน 24 จังหวัด อาทิ ตรัง ลพบุรี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฯลฯ บริษัทจึงมีความต้องการพนักงานเป็นจำนวนมาก ผู้ผ่านการฝึกอบรมตามโครงความร่วมมือดังกล่าวจะได้รับโอกาสเข้าทำงานกับบริษัท มีงานทำ แก้ปัญหาการว่างงานจากสถานการณ์โควิดได้

นางศมน ชคัตธาดากุล กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า การมาเปิดสาขาที่นี่ถือเป็นการท้าทายพอสมควร ตนเชื่อว่าในกลุ่มโรบินสันยังพอมีกลุ่มลูกค้าของเราอยู่ การที่ใช้คำว่าภูธรบุกกรุง มีความกล้ายังไง ซึ่งเป็นการท้าทายและเชื่อว่าทางร้านเรามีฝีมือที่ดีอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งลูกค้าที่มาลองใช้จะต้องกลับมาหาเราอีก ทางเราจึงค่อนข้างที่จะมั่นใจ ซึ่งเราจะทำให้คนรู้จัก UDA AUTO GLASS มากขึ้น ซึ่งเรากล้าที่จะทำเราจึงมีดีมาบอกในวันนี้ จึงอยากฝากร้านไว้อยู่ในอ้อมใจ และอยากให้ทุกคนมาลองบริการดู เพราะเรามีบริการทั่วประเทศ รับรองท่านจะต้องได้รับความพึงพอใจกลับไป และกลับมาให้เราได้รับใช้ท่านอีกในโอกาสหน้าต่อไป