Daily Archives: 07/10/2020

ศบศ.ไฟเขียว ‘ช้อปดีมีคืน’ กระตุ้นบริโภค คืนภาษีสูงสุด 30,000 บาทต่อคน ใช้สิทธิถึงสิ้นปี

ช้อปดีมีคืน คืนภาษีสูงสุด 30,000
ศบศ.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นบริโภคลดหย่อนภาษีในโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ใช้สูงสุด 3 หมื่นบาท/ คน ใช้สิทธิ์ถึง ธ.ค.นี้ พร้อมขยายเราเที่ยวด้วยกันถึงสิ้นม.ค.2564

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด-19 หรือ “ศบศ.” ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันนี้ (7 ต.ค.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการบริโภคช่วงปลายปี 2563 เพิ่มเติมตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

โดยจะเป็นมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้เสียภาษีโดยมีเป้าหมายที่ผู้มีรายได้ระดับปานกลางและรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper middle income) ในการซื้อสินค้าและได้สิทธิลดหย่อนภาษี ภายใต้ชื่อโครงการ “ช้อปดีมีคืน” โดยลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาทต่อรายสำหรับในปีภาษีถัดไป โดยให้ซื้อสินค้าถึง 31 ธ.ค. 2563 ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 4 ล้านคน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตอนหนึ่งระหว่างเริ่มการประชุม ศบศ.วันนี้ว่า เป็นการประชุมครั้งสำคัญของ ศบศ. ในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรอยต่อของสถานการณ์ที่มีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องในเรื่องสถานการณ์ด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันต่างประเทศก็ยังมีสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกของเราดังนั้นในเรื่องของเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน

วันนี้จำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กันไปทั้งในส่วนการใช้งบฟื้นฟู การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ เพราะถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในขณะนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่อยากแจ้งให้ที่ประชุมทราบคือ รัฐบาลมีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา สุดท้ายปลายเหตุ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของธนาคาร ส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ“ปัญหาของทุกวันนี้ ไม่ได้มีแค่เพียงแค่การดำรงชีวิต ซึ่งเคยแนะนำไปแล้วว่าให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น แต่วันนี้ปัญหาของประชาชนที่มีมากที่สุด คือปัญหาหนี้สินของพวกเขา ทั้งหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ซึ่งเกี่ยวข้องกับธนาคารทั้งสิ้น จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากพวกท่าน เพราะไปก้าวล่วงกับทางธนาคารไม่ได้ แต่หากเราไม่ช่วยกันวันนี้ประเทศชาติก็คงต้องไปกันทั้งหมด จึงขอฝากไว้ด้วย เพราะทุกคนต่างคาดหวังความช่วยเหลือจากรัฐบาล วันนี้จึงขอให้ท่านเริ่มจากการช่วยตัวเอง เสียสละกันบ้าง และรัฐบาลก็จะเข้ามาดูแลพวกท่านอีกครั้งหนึ่ง และถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นอยากจะให้เข้าใจวิธีการ หลักคิดของรัฐบาลด้วย”

ป.ป.ช.ชี้มูล “นิพนธ์” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ฐานชักดาบไม่จ่ายค่ารถซ่อมบำรุงทางฯ 50 ล้าน

ป.ป.ช.ชี้มูล “นิพนธ์” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ป.ป.ช. ส่งศาลฟันอาญา ‘นิพนธ์’ สมัยนั่งนายกฯอบจ.สงขลา ระบุ อ้างฮั้วชะลอจ่ายเงินค่าสิบล้อฟังไม่ขึ้น ชี้ จงใจถ่วงเวลา ผิดสัญญาราชการเสียหาย เผย ยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่รมช.มหาดไทย

นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกป.ป.ช.แถลงกรณีกล่าวหานายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจากการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่เบิกจ่ายเงินค่าซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ว่า

กรณีนี้เกิดตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งอบจ.สงขลาเวลานั้นจัดซื้อรถบำรุงทางสิบล้อจำนวน 2 คัน งบประมาณ 51 ล้านบาท ปรากฎว่าใช้การประกวดราคามีผู้ยื่นซอง 6 ราย โดย บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส เป็นผู้ชนะการประมูล ได้ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัท

ในปีเดียวกันนี้นายนิพนธ์ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งและบริษัทได้ส่งมอบรถทั้งสองคัน คณะกรรมการได้ดำเนินการตรวจรับครบถ้วน ซึ่งต้องมีการเบิกจ่ายเงิน และให้มีการโอนกรรมสิทธิ์รถให้กับอบจ.สงขลา แต่นายนิพนธ์กลับไม่ดำเนินการ และสั่งการให้มีการดำเนินการตรวจรับอีกครั้ง ทั้งๆที่มีการตรวจรับที่ชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว

ดังนั้น บริษัทฯจึงได้ร้องเรียนไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสตง.ได้แจ้งไปยังอบจ.ว่าจะต้องดำเนินการตามระเบียบ คือ ต้องดำเนินการเบิกจ่ายเงินให้คู่สัญญา มิเช่นั้นจะก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ปรากฎว่านายนิพนธ์ยังไม่จ่ายเงิน โดยอ้างว่าการซื้อขายมีการฮั้วกัน ต่อมาศาลปกครองจังหวัดสงขลาพิพากษาให้อบจ.สงขลาชำระค่ารถพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 52 ล้านบาท 

คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาสำสวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าการกระทำของนายนิพนธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกอบจ.สงขลา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมีพฤติการณืการกระทำฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชนตามพ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 79

ให้ส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจและไปยังผู้มีอำนาจถอดถอนพิจารณาดำเนินการต่อไป

นำร่องบริการใหม่ ยกระดับผู้ถือบัตรทอง 10 ล้านคน 9 จังหวัด เริ่ม ‘1 พ.ย.’นี้

ยกระดับผู้ถือบัตรทอง
คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) มีมติเห็นชอบนโยบาย“ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือบัตรทอง ภายใต้แนวคิด “ไม่มีผู้ป่วยอนาถา และสามารถรับบริการได้ทุกที่” เริ่มต้นใน 4 บริการ โดยบางส่วนนำร่องในพื้นที่ กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขต 9

การยกระดับบัตรทอง เกิดขึ้นจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะประธานบอร์ดสปสช. ประกาศนโยบาย นำมาสู่การพิจารณาของอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ ในบอร์ดบัตรทอง

โดย 4 บริการที่จะเริ่มต้นภายใต้นโยบายยกระดับบัตรทอง ประกอบด้วย 

1.ประชาชนเจ็บป่วยไปรับบริการกับหมอประจำครอบครัวในหน่วยบริการปฐมภูมิทุกที่ในระบบบัตรทอง นำร่องในพื้นที่ กทม. มีประชากรสิทธิบัตรทองราว  2,949,601 คน  และปริมณฑล4จังหวัดจตุรทิศ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ รวม 2,895,196 คน ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563  

2.ผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว นำร่องในพื้นที่เขต 9 มี 4จังหวัด  ชัยภูมิ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ รวม 4,922,576คน เริ่มวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ส่วนใน กทม. และปริมณฑล จะเริ่ม 1 มกราคม 2564 ก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป
      ทั้งนี้ 2 บริการนี้ที่จะเริ่มในวันที่ 1พ.ย.นี้ มีประชากรสิทธิบัตรทอง รวม 9 จังหวัด ประมาณ 10 ล้านคน 

 3.โรคมะเร็งไปรับบริการที่ไหนก็ได้ที่พร้อม ประชาชนที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง จะได้รับใบรับรองและประวัติหรือโค้ด(Code) เพื่อเลือกรับบริการที่อื่นได้ผ่าน 3 ช่องทาง คือ สายด่วน สปสช. 1330, แอปพลิเคชัน สปสช. และติดต่อที่หน่วยบริการโดยตรง เฉพาะโรงพยาบาลรักษามะเร็งที่มีความพร้อมเข้าร่วม โดยจะเริ่มในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมทั่วประเทศ วันที่ 1 มกราคม 2564 และ

4. ย้ายหน่วยบริการได้สิทธิทันที ไม่ต้องรอ 15 วัน ประชาชนเปลี่ยนหน่วยบริการเองผ่านแอปพลิเคชัน สปสช. จะเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2564

สำหรับพื้นที่เขต 9 ครอบคลุม 4 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ และชัยภูมิ

“คีร์กีซสถาน”ประกาศการเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” หลังฝ่ายค้าน ปชช.บุกสภาฯ จี้ผู้นำประเทศลาออก

"คีร์กีซสถาน"ประกาศการเลือกตั้งเป็น "โมฆะ"

7 ตุลาคม 2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน จากกรณีผู้ประท้วงคีร์กีซสถานประท้วงเดือด กล่าวหารัฐบาลโกงเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา บุกยึดและเผาอาคารที่ตั้งทำเนียบประธานาธิบดีและรัฐสภา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 คน และถูกจับกุมเกือบ 600 คน ต่อมานายคูบัตเบค โบโรนอฟ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น

คณะกรรมการการเลือกตั้งของคีร์กีซสถาน ได้ประกาศให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันความตึงเครียด แต่ยังไม่มีการระบุเรื่องกำหนดการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่

ทั้งนี้ พรรคเอกภาพและพรรคมาตุภูมิคีร์กีซสถาน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรกับประธานาธิบดีซูรอนไบ เยเอนเบคอฟ ผู้นำคนปัจจุบัน ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 46 และ 45 ที่นั่งตามลำดับ รวมกัน 91 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ของสภา ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายค้าน ว่าจะเป็นการปูทางให้ผู้นำวัย 61 ปีสามารถแก้รัฐธรรมนูญให้อยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต เมื่อครบวาระ 1 สมัย หรือ 6 ปีตามรัฐธรรมนูญ ในปี 2566 

ส่วนการชุมนุมครั้งนี้สื่อระบุว่าเป็นความพยายามยึดอำนาจอย่างผิดกฎหมาย สำหรับการลงคะแนนเสียงครั้งนี้ มีเพียงพรรคการเมือง 4 พรรคที่ได้ที่นั่งร้อยละ 7 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ในจำนวนนี้มี 3 พรรคที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีแชแอนเบคอฟ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังเรียกร้องให้ประธานาธิบดี “แชแอนเบคอฟ” ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมปล่อยตัวนายอัลมาซเบ็ก อาตามบาเอฟ อดีตประธานาธิบดีคีร์กีซสถาน ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุกในคดีทุจริต

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีคีร์กีซสถานยืนยัน “เยเอนเบคอฟ” ยังอยู่ในประเทศ แต่ไม่ปรากฏตัว ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง” และยกเลิกกำหนดการหารือกับตัวแทนพรรคการเมือง

สำหรับ สาธารณรัฐคีร์กีซสถาน ในอดีตเป็นประเทศที่อยู่ในสหภาพโซเวียต และได้แยกตัวออกมาเป็นประเทศคีร์กีซสถานเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2534 

สถานนั้นอยู่ในเอเชียกลาง และมีชายแดนติดกับคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน และจีน และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล  สภาพภูมิประเทศของที่นี่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงปกคลุมด้วยน้ำแข็ง  แถมยังมีภูเขามากกว่า 90% ของพื้นที่ประเทศ

มาแน่ ! วันนี้ เตือนดีเปรสชันเข้าไทย ระวังฝนตกหนัก 7-9 ต.ค.นี้

เตือนดีเปรสชันเข้าไทย

กรมอุตุฯ เตือนพายุดีเปรสชัน บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง จ่อเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทยตอนบน ส่งผลไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง 7-9 ต.ค.นี้ ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ฝนฟ้าคะนอง 80%

กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง “พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 7-9 ตุลาคม 2563)” ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (7 ต.ค.) พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ทางตะวันออก ประมาณ 470 กิโลเมตร มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 55 กิโลเมตร/ชั่วโมง พายุนี้เกือบไม่เคลื่อนที่ และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนใต้ ในวันนี้ หลังจากนั้นจะเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเข้าสู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน ในวันพรุ่งนี้ (8 ต.ค.) พายุนี้จะมีผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ช่วงวันที่ 7-9 ตุลาคม 2563

อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรงดการเดินเรือ ช่วงวันที่ 7-10 ตุลาคม 2563

คาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ มีดังนี้

วันที่ 7 ตุลาคม 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลาง : จ.กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
ภาคตะวันออก : จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ภาคใต้ : จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 8 ตุลาคม 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จ.มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และร้อยเอ็ด
ภาคกลาง : จ.กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
ภาคตะวันออก : จ.นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ภาคใต้ : จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 9 ตุลาคม 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนัก
ภาคกลาง : จ.ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และชัยนาท
ภาคใต้ : จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส.

เล็งลดเวลากักตัวจาก 14 วัน ธุรกิจเข้าไทย ศบศ.ถกผ่อนปรนวันนี้ บริษัทคู่ค้าต้องตั้งทีมติดตามประกบ

ศบศ.ถกผ่อนปรนนักธุรกิจต่างชาติเข้าไทยวันนี้ เล็งลดกักตัวน้อยกว่า 14 วัน ตั้งทีมติดตามการเดินทางในไทย

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จะเสนอ ศบศ.พิจารณาหลักเกณฑ์และข้อปฏิบัติในการเปิดรับนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเพิ่มเติม 

รวมทั้งอาจพิจารณารายละเอียดของวีซ่าพิเศษ (STV) ที่จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าไทยเพิ่มเติมหลังจากผ่อนคลายให้ชาวต่างชาติที่มาพำนักในไทยระยะยาว ซึ่งเป็นการผ่อนคลายเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้มากขึ้นตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้ โดยมาตรการทั้งหมดต้องมีความชัดเจนในสัปดาห์นี้ 

ทั้งนี้ ประเด็นที่คาดว่าจะหารือใน ศบศ.จะผ่อนคลายให้นักธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศที่จะเดินทางเข้าไทย ซึ่งกลุ่มนี้ไม่สะดวกในการกักตัว 14 วัน เพราะเดินทางมาระยะสั้น และเดิมนั้นการปฏิบัติการ คือ ให้ตรวจจากประเทศต้นทางและเมื่อเดินทางเข้าไทยให้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ซ้ำ แต่ไม่ต้องกักตัว 

ส่วนการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ต้องมีผู้กำกับการเดินทาง ซึ่งเดิมกำหนดให้เป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือสาธารณสุขของไทยมากำกับการเดินทาง แต่มีข้อเสนอว่าผู้ควรรับผิดชอบและกำกับการเดินทาง คือ คู่ค้าหรือบริษัทที่จะเจรจาธุรกิจต้องเป็นผู้ที่เข้ามารับผิดชอบและกำกับการเดินทางเองหากมีเหตุใดเกิดขึ้นก็ต้องเป็นผู้ที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

“การหารือใน ศบศ.เป็นไปตามคำสั่งนายกฯ ที่หากมาตรการกลุ่มใดพร้อมในการผ่อนคลายให้เสนอมาตรการทันทีไม่ต้องรอพร้อมกัน และมาตรการแต่ละกลุ่มไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ซึ่งต้องหารือการควบคุมโรคระบาดควบคู่กับการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจเดินได้มากขึ้น” นายอนุชา กล่าว 

ก่อนหน้านี้ ศบค.ได้อนุมัติให้นักธุรกิจและผู้มีใบอนุญาตทำงานเดินทางเข้าประเทศมาแล้ว 11,000 คน และคนกลุ่มนี้ได้ยอมรับการเข้ากักตัวในสถานกักกันทางเลือก (Alternative State Quarantine: ASQ) 14 วัน

รวมทั้ง ศบค.อนุมัติให้มีนักท่องเที่ยวแบบ Long Stay โดยใช้ Special Tourist Visa (STV) ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563 และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องการกักตัวใน ASQ 14 วัน แต่มีนักธุรกิจที่เดินทางมาระยะสั้นจึงควรมีมาตรการพิเศษในการกำกับดูแล ซึ่ง ศบศ.จะพิจารณามาตรการและรายละเอียดในครั้งนี้ตามข้อเสนอ สมช. 

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะนำเสนอแบบจำลองการระบาด (ฉากทัศน์) ของโรคที่อาจเกิดขึ้นในรอบต่อไป รวมถึงความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ เพราะไทยจัดการการระบาดของโควิด -19 ได้ดี ได้รับคะแนนสูงสุดในโลก แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมาก ดังนั้น ต้องเปิดประเทศแต่เป็นแบบค่อยๆ แง้มประตูในระดับที่รับได้ เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมโรคกับเศรษฐกิจ

“แนวคิดการลดวันกักตัวนักท่องเที่ยวนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาและทำแผนว่าหากกักตัว 14 วันความเสี่ยงเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ลดกักตัวเหลือ10 วันความเสี่ยงเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าลดเหลือ 7 วัน ความเสี่ยงเป็นกี่เปอร์เซ็นต์” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาด้วยว่ามาจากประเทศเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยอย่างไร ซึ่งจำนวนวันของการกักตัวจะพิจารณาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น มาจากประเทศเสี่ยงสูงอาจจะกักตัว 10 วัน แต่ถ้าประเทศเสี่ยงต่ำก็ลดวันกักตัวลง

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า มีการคุยกันในศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินกระทรวงสาธารณสุข (EOC) พบว่า การสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรคติดต่อได้ดีแม้แต่โควิด-19 เพราะจำนวนคนที่นั่งเครื่องบินจากต่างประเทศเข้ามาไทย ซึ่งในเที่ยวบินนั้นมีผู้ป่วย 3-4 ราย โดยสารนานกว่า 10 ชั่วโมงจากสหรัฐมาไทย แต่เพราะสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่อง อาจจะมีช่วงสั้นที่ถอดเพื่อรับประทานอาหารก็ไม่มีการกระจายของโรค และคนสวมหน้ากากอนามัยไม่ได้ติดเชื้อ