Daily Archives: 25/07/2020

“หมอยง” ตั้งปมการระบาด “โควิด-19” ในจีน อาจมากับอาหารแช่แข็ง

"หมอยง" ตั้งปมการระบาด "โควิด-19" ในจีน อาจมากับอาหารแช่แข็ง

“หมอยง” ตั้งข้อสังเกตการระบาดของเชื้อ “โควิด-19” ในประเทศจีน อาจจะมากับ “อาหารแช่แข็ง” พร้อมแนะการซื้ออาหารแช่แข็ง ที่มาจากต่างประเทศ ควรบริโภคสุก เพื่อป้องกันการระบาด

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความเรื่อง “โควิด-19 กับอาหารแช่แข็ง” โดยระบุว่า เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการระบาดโควิด-19 ในจีนเกี่ยวข้องกับตลาดตั้งแต่เริ่มต้นที่อู่ฮั่น การระบาดในปักกิ่ง และการระบาดที่ ต้าเหลียน (Dalian) มณฑลเหลียวนิง Liaonin

การระบาดที่อู่ฮั่น ก็เป็นตลาดค้าของสด อาหารทะเล และสัตว์มีชีวิต การระบาดที่ปักกิ่ง ตลาดซินฟาดี มีการพบเชื้อที่เขียงปลาแซลมอน นำเข้าจากเดนมาร์ก การระบาดล่าสุดตลาดที่ต้าเหลียนก็มีการพบเชื้อที่กุ้ง ที่ส่งมาจากเอกวาดอร์ ทำให้ทางการจีนต้องระดมเชิงรุกตรวจทั้งสิ่งแวดล้อมและคนเป็นแสนราย

เพื่อป้องกันการระบาด การศึกษาพันธุกรรมสายพันธุ์ไวรัสจะบอกต้นตอแหล่งที่มาได้ดี แต่ไม่เห็นข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลที่มีอยู่ขณะนี้ถือเป็นข้อเตือนใจการซื้ออาหารแช่แข็ง โดยเฉพาะที่มาจากต่างประเทศ การจับต้อง การเตรียมอาหารจะต้องล้างมือให้สะอาด ไม่จับต้องใบหน้า ระวังสัมผัสกับอาหารอื่น ควรบริโภคสุก ป้องกันไว้ก่อนเพื่อกันการระบาด เชื้ออาจจะมากับอาหารแช่แข็ง และเชื้อจะอยู่ได้ตลอดการแช่แข็ง.

CEO ทีโอที พร้อมเดินหน้า นำองค์กรก้าวสู่ยุค NEW NORMAL

CEO ทีโอที พร้อมเดินหน้า นำองค์กรก้าวสู่ยุค NEW NORMAL

นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เผยวิสัยทัศน์ ทีโอที ชี้ยังคงต้องรักษาความเข้มแข็งของธุรกิจหลัก และสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต มุ่งให้ ทีโอที เป็นผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลที่มุ่งตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมยุคดิจิทัลให้เข้มแข็ง นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล มายกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย 

โดย ทีโอที มีนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่ 3 ด้านที่สำคัญ ดังนี้

1) การสร้างรายได้จากบริการต่างๆ ทั้งบริการ TOT fixed line, TOT Mobile, TOT Fiber 2Uและการเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินขององค์กรที่มีอยู่ เช่น โครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ที่จะเป็นธุรกิจสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับองค์กรอย่างมั่นคงในอนาคต โครงการเน็ตประชารัฐ โดย ทีโอที ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บำรุงรักษาโครงข่ายและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นอีกแหล่งรายได้ของ ทีโอที ในขณะเดียวกัน ทีโอที ก็ยังจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลง 15% เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน รวมถึงเรื่องการลดและยุติคดีและข้อพิพาทกับหน่วยงานอื่น และการเจรจากับคู่กรณีในประเด็นความขัดแย้ง เพื่อนำมาสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในภายภาคหน้า

2) การพัฒนาทีโอที โดย ทีโอที จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้ด้วยความสามัคคีร่วมกันของทุกส่วน ทุกฝ่าย ทุกสายงาน เพื่อมุ่งมั่นทำงานเป็นทีม รวมทั้งความร่วมมือและการเข้าใจในบทบาทหน้าที่ ที่ต้องทำงานสอดคล้องและประสานกันของแต่ละสายงานและหน่วยธุรกิจ นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านดิจิทัล ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ ด้านดิจิทัล มาใช้ในการพัฒนาระบบการทำงานขององค์กร เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่สุดสำหรับการควบรวม บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมเป็น NT หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะเป็นต้นปี 2564

3) ด้านการพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันทุก ๆ ด้าน ทีโอที ยังคงต้องพัฒนาและเพิ่มการให้บริการ มีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีในแผนงานและบริการสมัยใหม่ในแต่ละด้าน เช่น Fixed Wireless broadband, บริการด้าน Digital ID/Heath Information การสร้างPlatform และ Content ในรูปแบบต่างๆ (Exchange (HIE) Platform) หรือแม้แต่การร่วมลงทุนกับ Partner ร่วมให้บริการธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำที่จะร่วมกันศึกษาวิจัย ทดลอง พัฒนา เพิ่มช่องทางการสื่อสารของประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทุกภารกิจ ทุกบริการ ทีโอที มุ่งมั่นตั้งใจให้บริการประชาชนและสังคมทุกภาคส่วน เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงต่อไป

แห่เที่ยว หยุดยาว คาดเงินสะพัด 6 พันล้าน ทะเล ภูเขาและน้ำตก ยังเป็นที่นิยม

แห่เที่ยว หยุดยาว คาดเงินสะพัด 6 พันล้าน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ประเมินการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทยเนื่องในวันหยุดยาว 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-28 ก.ค.63 จะมีการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ 1.89 ล้านคน/ครั้ง

โดยมีการใช้จ่ายสร้างรายได้หมุนเวียนมากกว่า 6,861 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 24% เรียกว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวของคนไทยเริ่มฟื้นตัว แต่อาจจะคึกคักน้อยกว่าช่วงวันหยุดวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ที่มีคนเดินทางท่องเที่ยว 2.32 ล้านคน/ครั้ง เงินสะพัด 8,579 ล้านบาท

อาจเนื่องมาจากมีวันหยุดยาวติดกันหลายช่วง ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกช่วงเวลาเดินทาง อีกทั้งประชาชนบางส่วนเลือกเดินทางไกลเพื่อกลับภูมิลำเนา พาครอบครัวไปทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา ผนวกกับปัญหาค่าครองชีพ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ยังต้องระมัดระวังการใช้จ่าย

สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวครั้งนี้ น่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในระยะทางใกล้ๆ เที่ยวในจังหวัดรอบข้าง เดินทางกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แบบกลุ่มครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน และเน้นการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลัก ส่วนการเดินทางในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ บขส. คาดว่าจะมีปริมาณไม่มากเท่ากับช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ซึ่ง ณ วันที่ 21 ก.ค.63 มีจำนวนผู้โดยสารจองตั๋วล่วงหน้าทั่วประเทศในช่วงวันหยุดยาวประมาณ 5-10%

โดยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งทะเล ภูเขาและน้ำตก ยังเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับต้นๆที่คนไทยอยากออกไปสัมผัสในช่วงวันหยุดพักผ่อน คาดว่า ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม ส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองหลัก ได้แก่ กาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา ระยอง เพชรบุรี และเชียงใหม่ ขณะที่พื้นที่เมืองรองที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาอย่างนครศรีธรรมราช ยังคงได้รับความนิยมในช่วงวันหยุดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ความนิยมค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ ซีซัน อยู่ในช่วงฤดูมรสุม คลื่นลมแรง และจากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวคนไทยเข้าชมอุทยานแห่งชาติ พบว่า 5 อันดับอุทยานแห่งชาติ ที่คนไทยไปมากที่สุดในช่วงวันหยุด วันที่ 4-7 ก.ค.63 คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม.

โยน”โควิด”ส่งออกร่วง ติดลบ 23.17% สูงสุดรอบ 131 เดือน

โยน"โควิด"ส่งออกร่วง

“พาณิชย์” เผยส่งออกเดือน มิ.ย. มูลค่า 16,444.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ติดลบ 23.17% ลดลงมากสุดในรอบ 131 เดือน หลังโดนพิษโควิด–19 เล่นงานเต็มๆ เว้นสินค้ากลุ่มอาหาร ของใช้ในที่ทำงาน–ที่บ้าน และสินค้าป้องกันโรค ที่ส่งออกได้ดีขึ้น ย้ำส่งออกพ้นจุดต่ำสุดแล้ว และกำลังฟื้นตัวดีขึ้น หากไม่เจอระบาดรอบ2 คาดทั้งปี อาจจะติดลบ 8% ถึงลบ 9% จากเดิมคาดลบ 6%

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน มิ.ย.63 การส่งออกมีมูลค่า 16,444.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 23.17% เทียบกับเดือน มิ.ย.62 ถือเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบ 131 เดือนนับจากเดือน ก.ค.52 เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 520,608 ล้านบาท ลดลง 23.06% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 14,833.9 ล้านเหรียญฯ ลดลง18.05% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 475,987 ล้านบาท ลดลง 17.94% เกินดุลการค้า 1,610.4 ล้านเหรียญฯ หรือเกินดุล 44,621 ล้านบาท

ส่วนในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 63การส่งออกมีมูลค่า 114,343 ล้านเหรียญฯ ลดลง 7.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 3.562 ล้านล้านบาท ลดลง 8.29% การนำเข้ามีมูลค่า 103,642 ล้านเหรียญฯ ลดลง 12.62%คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 3.269 ล้านล้านบาท เกินดุลการค้า 10,701 ล้านเหรียญฯ หรือ 293,152.2 ล้านบาท

สำหรับปัจจัยที่ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง ยังคงเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กดดันการค้าโลก และกระทบต่อการส่งออกของหลายประเทศ รวมทั้งไทย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดรอบ 2 ที่อาจทำให้หลายประเทศล็อกดาวน์อีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ, ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และจีนกับอินเดีย ที่ส่งผลต่อนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลก, ราคาน้ำมันยังทรงตัวต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันส่งออกลดลง และค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

ขณะที่สินค้าส่งออกยังคงหดตัว โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่ลดลง เช่น ข้าว ยางพารา น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่ลดลง เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก ที่ลดลงตามราคาน้ำมัน แต่อิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนสินค้าในกลุ่มอาหารขยายตัวได้ดีจากความ ต้องการที่เพิ่มขึ้น เช่น อาหารทะเล ไก่สด สิ่งปรุงรสอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง ผัก และผลไม้ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้านก็เพิ่มขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์ เตาอบ ไมโครเวฟ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รวมถึงสินค้าที่ป้องกันเชื้อโรค เช่น เครื่องมือแพทย์ ถุงมือยาง ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น

ส่วนตลาดส่งออกลดลงเกือบทุกตลาด ยกเว้นสหรัฐฯ กับจีน ที่กลับมาส่งออกเป็นบวก โดยเพิ่มขึ้น 14.5% และ 12% ตามลำดับ ส่วนญี่ปุ่น ลด 21.6% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) ลด 22.7% อาเซียน (5 ประเทศ) ลด 38.8% CLMV ลด 17.8% อินเดีย ลด 63.1% ฮ่องกง ลด 32.3% เกาหลีใต้ ลด 22% ไต้หวัน ลด 13.3% เป็นต้น

“แม้มูลค่าส่งออกไทยติดลบมาก แต่หลายสินค้า และหลายตลาดมีแนวโน้มเติบโตได้ดีอย่างสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ยังขยายตัวในแดนบวก อีกทั้งยังมีสินค้ากลุ่มใหม่ที่มีแนวโน้มดี อย่างอาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าที่เกี่ยวกับการทำงานที่บ้าน

เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ของใช้ในที่ทำงาน ในบ้าน สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันโรค อย่างถุงมือยาง ขณะที่การส่งออกไปคู่ค้า อย่างจีน สหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดี ส่วนคู่ค้าอื่นๆ ที่เศรษฐกิจยังไม่ดี แต่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

เช่น สหภาพยุโรป จึงเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย อีกทั้งการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศดีขึ้นจากการคลายล็อกดาวน์ คาดว่าส่งออกไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วตั้งแต่เดือนที่แล้ว และน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นจากนี้”

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวต่อถึงการส่งออกทั้งปีของไทยว่า ประเมินว่าจะติดลบมากขึ้นเป็น ลบ 9% ถึงลบ 8% จากก่อนหน้าคาดลบ 6% โดยต้องยอมรับความจริงว่า จะไม่ขยายตัวเป็นบวกอย่างที่คาดการณ์ไว้ และมูลค่าส่งออกในแต่ละเดือนที่เหลือจากนี้ น่าจะทำได้ประมาณ 18,000 ล้านเหรียญฯ ซึ่งจะทำให้ทั้งปีขยายตัวเป็นลบ 8% แต่ถ้าได้มากกว่านี้ การติดลบจะลดลง แต่ถ้าจะให้ขยายตัวเป็นบวก แต่ละเดือนต้องทำให้ได้ 21,988 ล้านเหรียญฯ ซึ่งน่าจะยังเป็นไปไม่ได้ในปีนี้.

ประชาชนอยากได้คนนอกนำทีมเศรษฐกิจ ครม.ชุดใหม่ เชี่ยวชาญ ไม่โกง

ประชาชนอยากได้คนนอกนำทีมเศรษฐกิจ

“นิด้าโพล” เผยคนส่วนใหญ่ต้องการหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ครม.ชุดใหม่ เป็นคนนอกใครก็ได้ ขอให้มีความเชี่ยวชาญ ซื่อสัตย์ หนุน “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” นั่งขุนคลัง

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ทีมเศรษฐกิจ ครม.ใหม่” จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,258 หน่วยตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

โดยเมื่อถามถึงที่มาของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) ของครม.ชุดใหม่ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.33 ระบุว่า ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เพราะต้องการคนมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และไม่หวังผลประโยชน์

รองลงมา ร้อยละ 23.45 ระบุว่า ควรมาจากนักการเมือง เพราะมาจากการเลือกตั้ง มีประสบการณ์ในการทำงาน สามารถดูแลและบริหารได้ตรงจุด และเข้าถึงประชาชนจะรับรู้ปัญหาของประชาชนค่อนข้างดี และร้อยละ 21.22 ระบุว่า มาจากนักการเมืองหรือนอกพรรคการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯ เพราะ มั่นใจในตัวนายกฯ ว่าจะเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้

เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสม มาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 58.48 ระบุว่า คนนอกพรรคการเมือง คนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 8.91 ระบุ นายปรีดี ดาวฉาย (นายกสมาคมธนาคารไทย) และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 4 ร้อยละ 4.89 ระบุนายบุญทักษ์ หวังเจริญ (อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)) อันดับ 5 ร้อยละ 4.74 ระบุ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท.) อันดับ 6 ร้อยละ 4.17 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 7 ร้อยละ 3.74 ระบุศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ (เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) และอันดับ 8 ร้อยละ 6.16 ระบุว่า อื่นๆ ได้แก่ นางเอมอร ศรีวัฒนประภา นายวสันต์ โพธิพิมพานนท์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ นายกานต์ ตระกูลฮุน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ นายบัณฑูร ล่ำซำ

ส่วนผู้ที่ระบุว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ควรมาจากนักการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 63.39 ระบุนักการเมืองคนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 17.97 ระบุนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อันดับ 3 ร้อยละ 3.39 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 4 ร้อยละ 3.05 ระบุนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 2.37 ระบุนายอนุชา นาคาศัย อันดับ 7 ร้อยละ 2.03 ระบุนายสุชาติ ชมกลิ่น และอันดับ 8 ร้อยละ 4.75 ระบุว่า อื่นๆ ได้แก่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ด้านที่มาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ ครม.ชุดใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.59 ระบุว่า ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เพราะต้องการคนมีประสบการณ์ตรง มีวิสัยทัศน์ มีความรอบคอบในการตัดสินใจ เหมาะสมกับตำแหน่ง รัฐมนตรีกระทรวงการคลังมากกว่านักการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.52 ระบุว่า ควรมาจากนักการเมือง เพราะรู้เรื่องดีเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณแผ่นดิน สามารถจัดสรรงบต่างๆ ได้ดี และง่ายต่อการประสานงาน ร้อยละ 21.86 ระบุมาจากนักการเมืองหรือนอกพรรคการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯ และร้อยละ 1.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 58.55 ระบุว่า คนนอกพรรคการเมือง คนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 13.87 ระบุนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 7.55 ระบุนายปรีดี ดาวฉาย (นายกสมาคมธนาคารไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 4.16 ระบุนายบุญทักษ์ หวังเจริญ (อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)) อันดับ 5 ร้อยละ 3.70 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

‘พยากรณ์อากาศ’ วันหยุดยาว ‘กรมอุตุฯ’ เตือน 39 จังหวัด ระวังฝนตกหนัก!

วันหยุดยาว 'กรมอุตุฯ' เตือน 39 จังหวัด ระวังฝนตกหนัก!

“พยากรณ์อากาศ” สุดสัปดาห์ “กรมอุตุนิยมวิทยา” เตือนฝนถล่ม 39 จังหวัด บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้

สำหรับการพยากรณ์อากาศช่วงวันที่ 27-30 กรกฎาคม 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทย มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้

ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบทั่วไป โดยส่วนใหญ่จะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักหลายพิ้นที่และหนักมากในบางแห่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากรวมทั้งน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ เนื่องจาก มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย โดยจะมีกำลังแรงเป็นระยะๆ ประกอบกับ ในบางช่วงจะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ พยากรณ์อากาศ ยังเตือนถึงความเสี่ยงอาจจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้หรือเคลื่อนตัวผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เพราะเดือนนี้ มักจะมีพายุหมุนเขตร้อนก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก และอาจเคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ แล้วมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนเข้าใกล้ประเทศไทย ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาไว้ด้วย