Daily Archives: 24/07/2020

CEO ทีโอที พร้อมเดินหน้านำองค์กรก้าวสู่ ยุค NEW NORMAL

NEW NORMAL

นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เผยวิสัยทัศน์ ทีโอที ชี้ยังคงต้องรักษาความเข้มแข็งของธุรกิจหลัก และสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต มุ่งให้ ทีโอที เป็นผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลที่มุ่งตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมยุคดิจิทัลให้เข้มแข็ง นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล มายกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย 

โดย ทีโอที มีนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่ 3 ด้านที่สำคัญ ดังนี้

1) การสร้างรายได้จากบริการต่างๆ ทั้งบริการ TOT fixed line, TOT Mobile, TOT Fiber 2Uและการเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินขององค์กรที่มีอยู่ เช่น โครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ที่จะเป็นธุรกิจสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับองค์กรอย่างมั่นคงในอนาคต โครงการเน็ตประชารัฐ โดย ทีโอที ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บำรุงรักษาโครงข่ายและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นอีกแหล่งรายได้ของ ทีโอที ในขณะเดียวกัน ทีโอที ก็ยังจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลง 15% เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน รวมถึงเรื่องการลดและยุติคดีและข้อพิพาทกับหน่วยงานอื่น และการเจรจากับคู่กรณีในประเด็นความขัดแย้ง เพื่อนำมาสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในภายภาคหน้า

2) การพัฒนาทีโอที โดย ทีโอที จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้ด้วยความสามัคคีร่วมกันของทุกส่วน ทุกฝ่าย ทุกสายงาน เพื่อมุ่งมั่นทำงานเป็นทีม รวมทั้งความร่วมมือและการเข้าใจในบทบาทหน้าที่ ที่ต้องทำงานสอดคล้องและประสานกันของแต่ละสายงานและหน่วยธุรกิจ นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านดิจิทัล ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ ด้านดิจิทัล มาใช้ในการพัฒนาระบบการทำงานขององค์กร เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่สุดสำหรับการควบรวม บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมเป็น NT หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะเป็นต้นปี 2564

3) ด้านการพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันทุก ๆ ด้าน ทีโอที ยังคงต้องพัฒนาและเพิ่มการให้บริการ มีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีในแผนงานและบริการสมัยใหม่ในแต่ละด้าน เช่น Fixed Wireless broadband, บริการด้าน Digital ID/Heath Information การสร้างPlatform และ Content ในรูปแบบต่างๆ (Exchange (HIE) Platform) หรือแม้แต่การร่วมลงทุนกับ Partner ร่วมให้บริการธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำที่จะร่วมกันศึกษาวิจัย ทดลอง พัฒนา เพิ่มช่องทางการสื่อสารของประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทุกภารกิจ ทุกบริการ ทีโอที มุ่งมั่นตั้งใจให้บริการประชาชนและสังคมทุกภาคส่วน เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงต่อไป

ตร.แจง ถอนหมายจับ “บอส อยู่วิทยา” ไม่ได้ ยืนยันกลับเข้าไทยได้ ขณะที่พบสำนวน คนตายกลับเป็นผู้ต้องหา

ตำรวจแจงคดีบอสไม่ได้

โฆษกศาลยุติธรรม ยืนยันตรวจสอบแล้ว ตำรวจยังไม่ยื่นคำร้องถอนหมายจับ “บอส อยู่วิทยา” จากศาลอาญากรุงเทพใต้

จากกรณีอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 มีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และจะดำเนินการยกเลิกหมายจับ

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 24 ก.ค.2563 ที่สำนักงานศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับกรณีการเพิกถอนหมายจับของศาลยุติธรรม คดีนายวรยุทธ จากการตรวจสอบที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยังไม่พบว่ามีตำรวจยื่นเรื่องเข้ามา ซึ่งหากมีการยื่นคำร้องและรายละเอียดครบถ้วนถูกต้อง สามารถดำเนินการได้ภายในเวลา 1 วัน

ส่วนที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงชี้แจงกรณีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทกระทิงแดงในทุกข้อกล่าวหา โดยที่คณะกรรมการตำรวจไม่คัดค้านความเห็นของอัยการ และดำเนินการเพิกถอนหมายจับนายวรยุทธ ว่า

ที่ผ่านมาตำรวจและพนักงานอัยการมีการสอบเพิ่มเติมมาตลอด ส่วนเหตุผลไม่สามารถเปิดเผยได้ หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกฎหมาย ถอนหมายจับนายวรยุทธในไทย และให้ตำรวจกองการต่างประเทศประสานตำรวจสากลถอนหมายจับอินเตอร์โพลด้วย ให้เสมือนเป็นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง ทำให้นายวรยุทธ สามารถกลับเข้าประเทศได้ตามปกติ แต่น่าจะต้องใช้เวลาสักระยะ ยอมรับว่าตอนนี้ไม่ทราบว่านายวรยุทธอยู่ที่ใด

ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าตำรวจมีการเข้าข้างทำสำนวนนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็เปิดโอกาสให้ตรวจสอบมาโดยตลอด การสั่งไม่ฟ้องข้อหาใด ก็มีเหตุผลความจำเป็นและพยานหลักฐานสนับสนุนอยู่แล้ว และก็มีการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องซึ่งบกพร่องในการทำสำนวนคดีนี้ในอดีตไปแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เสียใจกับความสูญเสีย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ตำรวจก็อยากจะจับกุมให้ได้และดำเนินคดี แต่คดีเป็นเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ ผู้เสียชีวิต กลับมีชื่อเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ด้วย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามจริงแล้วคดีนี้เมื่อปี 2555 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหากับบุคคล 2 คน คือนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่ 1 กับ ด.ต.วิเชียร เป็นผู้ต้องหาที่ 2 ในข้อหาประมาทร่วม แต่ ด.ต.วิเชียร เสียชีวิตจึงสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งปกติแล้ว หากมีคดีอุบัติเหตุและยังไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิดก็จะแจ้งเป็นความผิดฐานประมาทร่วม ซึ่งสำนวนฟ้องตั้งแต่แรกเริ่มนั้นมีชื่อของ ด.ต.วิเชียร อยู่จึงไม่สามารถลบชื่อออกจากสารระบบได้ แต่ไม่ได้มีผลกับรูปคดี

ส่วนกรณีที่สังคมมองว่าคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น ขอร้องว่าสังคมอย่าสร้างวลีเช่นนั้น ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่

ด้านพล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตำรวจก็สูญเสีย ไม่ใช่มองแต่ว่าเป็นเรื่องของคนรวยคนมีเส้นมีสาย ถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ก็สามารถที่จะกลับมาฟ้องใหม่ได้

สำหรับคดีนี้นายวรยุทธถูกระบุว่า อยู่ในรถเฟอร์รารี่คันที่พุ่งชนด.ต.วิเชียร ที่ปฏิบัติหน้าที่บนรถจักรยานยนต์ บริเวณถนนสุขุมวิทจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2555 แต่เดิมนายวรยุทธถูกแจ้งข้อหาทั้งหมด 5 ข้อหา 1. ข้อหาเมาแล้วขับ ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง 2. ขับรถเร็วเกิน หมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2556  3. ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินเสียหาย หมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2556  4. ชนแล้วหนี หมดอายุความไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2560 และ 5. ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีกำหนดจะหมดอายุความในวันที่ 3 ก.ย. 2570 หรืออีกประมาณ 7 ปี แต่สุดท้าย อัยการกลับไม่ฟ้องในข้อหานี้เช่นกัน

พบทหารไทย ติดเชื้อ “โควิด” 6 นาย กลับจากฝึกที่ฮาวาย

ทหารไทยติดเชื้อ

ทหารไทย ติดเชื้อ “โควิด”

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงข่าวสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2563ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่จำนวน 10 ราย

อยู่ในสถานที่กักกันของรัฐ แต่พบว่ามีจำนวน 6 คนเป็นทหารอายุระหว่าง 20-32 ปี กลับจากฝึกทหารที่ฐานทัพฮาวายเดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม

โดยผ่านการคัดกรอง ณ ด่ารควบคุมโรค พบว่ามีอาการเข้าเกณฑ์ PUI คือไอ มีน้ำมูก ถ่ายเหลว และมีฝื่นคันตามตัว จึงตรวจหาเชื้อและยืนยันว่าพบเชื้อ

“สุพัฒนพงษ์” ร่อนหนังสือลาออก GC คาด เตรียมนั่ง รมว.พลังงาน

"สุพัฒนพงษ์" ร่อนหนังสือลาออก GC คาด เตรียมนั่งรมว.พลังงาน

“สุพัฒนพงษ์” ร่อนหนังสือลาออก GC

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 เวลา 8.42 น.  บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)  แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เรื่อง กรรมการของลาออก  โดยนายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)(PTTGC)  ระบุว่า นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ กรรมการและกรรมการกำกับดูแลกิจการ ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.นี้เป็นต้นไป 

ทั้งนี้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ปัจจุบันอายุ 60 ปี เป็นบุคลากรที่มีความรู้ และเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงาน และเป็น 1 ในทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกระแสข่าวว่านายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในส่วนโควตาที่นายกฯเป็นผู้เลือก ที่มีกระแสข่าวว่า ต้องการคนนอกมานั่งตำแหน่งนี้

สำหรับประวัติของนายสุพัฒนพงษ์ จบการศึกษา วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมเคมี) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานด้านพลังงาน 5 ปีย้อนหลัง เคยเป็นประธานกรรมการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน)

 กรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) อดีตประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) อดีตกรรมการ บริษัท PTTGC International Private Limited เป็นต้น

ม็อบ เผารูปภาพ ประยุทธ์-ประวิตร พร้อมกรวดนำ้ มีตำรวจ 2 กองร้อยตรึงกำลังเข้มรอบทำเนียบรัฐบาล

ม็อบ เผารูปภาพ ประยุทธ์-ประวิตร

ม็อบ เผารูปภาพ ประยุทธ์-ประวิตร

เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล 150 นาย ร่วมกับตำรวจนครบาล 2 กองร้อย ไม่รวมตำรวจนอกเครื่องแบบ ตรึงกำลังบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาลและหน้าสำนักงานกพ. คุมเข้มรับมือกลุ่มนวชีวินและภาคีนักศึกษาศาลายาเคลื่อนไหวแสดงออกทางการเมืองเผารูปภาพของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรูปภาพพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

โดยมีพลตำรวจโทภัคพงษ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ลงมาดูแลสถานการณ์ด้วยตัวเอง ทางตำรวจนครบาลได้เตรียมกำลังไว้ดูแลความปลอดภัยของประชาชนและความปลอดภัยของผู้ชุมนุม

โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และหากทำผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี พร้อมกันนี้พบตำรวจโทภัคพงษ์ได้มีการพูดคุยชี้แจงกับผู้ร่วมชุมนุมเพื่อทำความเข้าใจถึงขอบเขตของการชุมนุม.เนื่องจากการเคลื่อนไหวการชุมนุมของนักศึกษาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ประเมินกำลังผิดพลาดจึงทำให้มีเจ้าหน้าที่มาน้อย ครั้งนี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพราะมีการเคลื่อนไหวมายังทำเนียบรัฐบาล

อย่างไรก็ตามทางตำรวจได้ประสานแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมให้เคลื่อนไหวและแสดงออกบริเวณฝั่งกพ. .สำหรับการแบ่งความรับผิดชอบของกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ตำรวจสันติบาลจะตั้งแถวรองรับสถานการณ์ภายในพื้นที่เขตทำเนียบรัฐบาล

โดยได้มีการเตรียมถังดับเพลิงเอาไว้ในกรณีที่มีการโยนสิ่งของ หรือจุดไฟเผาสิ่งของและโยนเข้าไปภายใน เป็นต้นส่วนตำรวจนครบาลจะทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรอบนอกทำเนียบรัฐบาล

ขณะที่ผู้ชุมนุมได้อ่านแถลงการณ์ภาคีนักศึกษาได้อ่านแถลงการณ์โดยมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อคือ 1.การบริการงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนเอารัดเอาเปรียบประชาชน 2.ไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ อาทิ เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 1000 บาท เพิ่มเงินเดือนคนจบปริญญาตรีเดือนละ 20000 บาท จึงหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ 3. บริหารงานผิดพลาดจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดทำให้หน้ากากอนามัยขาดแคลน ประชาชนเดือดร้อน

4.ไม่มีการเยียวยาหรือประกันรายได้คนว่างงาน และ 5. ปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงโดยมีการอุ้มฆ่าสูญหายไปถึง 9 ราย โดยถึงทำร้ายนักกิจกรรม จึงเป็นอาชญากรรมแห่งรัฐ ใช้กฎหมายคุกคามประชาชน

หากปล่อยให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปจะทำให้เศรษฐกิจพัง ประชาชนทุกข์ยาก จึงขอให้พลเอกประยุทธ์ลาออกทันทีและยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

สั่งไม่ฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” ทายาทกระทิงแดง ซิ่งรถสปอร์ตชนตำรวจตาย แจงเหตุผล สิ้นสุดการหนีคดีกว่า 8 ปี

สั่งไม่ฟ้อง "บอส อยู่วิทยา" ทายาทกระทิงแดง

มีการอ้างหนังสือแจ้งคำสั่งเด็ดขาดอัยการไม่สั่งฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส อยู่วิทยา ในทุกข้อกล่าวหา โดยตำรวจได้ขอนุมัติศาลเพิกถอนหมายจับในคดีขับรถชนตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิตเมื่อปี 2555 สิ้นสุดการหนีคดีกว่า 8 ปี

มีหนังสือจาก พ.ต.ท. ธนาวุฒิ สงวนสุข รองผู้กำกับการสอบสวน ปฏิบัติราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2563 แจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ตามคดีอาญา ระหว่าง พต.ท.วีรดล ทับทิมดี ผู้กล่าวหา นายวรายุทธ อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 และดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 เพื่อพิจารณาแล้วนั้น

บัดนี้อัยการสูงสุด ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยาในทุกข้อกล่าวหาตามหนังหสือที่อ้างถึง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ คดี้นี้จึงเป็นอันสิ้นสุดตามกระบวนการทางกฏหมาย และนักงานสอบสวนได้ทำการขออนุมัติศาลเพิกถอนหมายจับในคดีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2555 นายวรยุทธ อยู่วิทยา ลูกชายผู้บริหารเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลัง ได้ขับยนต์หรู ชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ สน.ทองหล่อ ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่เสียชีวิตหน้าปากซอยบ้าน ในคืนวันที่ 3 ก.ย.2555 หลังจากนั้นนายวรายุทธ ได้มอบตัวและได้รับการประกันตัวไป ก่อนที่จะหนีไปอยู่ต่างประเทศ กระทั่งพบมีภาพอยู่ที่อังกฤษ

โดยคดีนี้ตำรวจมีการตั้งข้อหา 5 ข้อ แต่ฟ้องได้ 2 ข้อหา คือขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อายุความ 15 ปี จะสิ้นสุดวันที่ 3 กันยายน 2570 อีกหนึ่งขอห้า ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชนหรือชนแล้วหนี อายุความ 5 ปีสิ้นสุดไปแล้วเมื่อ 3 ก.ย.2560

กระทั่งมีคำสั่งลงโทษตำรวจ5 นายที่บกพร้องในการทำสำนวนคดี

และล่าสุดมี คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการและการเพิกถอนหมายจับของพนักงานสอบสวน จึงทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง การหนีคดี ของ บอส อยู่วิทยา สิ้นสุดลงด้วย หลังหนีคดีในต่างประเทศกว่า 8 ปี พบความเคลื่อนไหวล่าสุดที่สิงคโปร์ และปีที่แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ลงโทษภาคทัณฑ์ 5 ตำรวจหลังตรวจสอบพบว่ามีการช่วยเหลือ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หนีออกนอกประเทศ