Category Archives: ไม่มีหมวดหมู่

‘คนละครึ่ง’ ลงทะเบียน ล่าสุด วันนี้ เหลือ 3 ล้านสิทธิใช้จริง 23 ต.ค. เผยเงื่อนไขสำคัญ จะไม่ได้สิทธิ ใช้ “ช้อปดีมีคืน”

'คนละครึ่ง' "ช้อปดีมีคืน"

“คนละครึ่ง” ลงทะเบียน ล่าสุด วันนี้ ย้ำเงื่อนไขสำคัญ ลงทะเบียนใช้งาน “เป๋าตัง” ห้ามลืม ไม่อย่างนั้นอาจเสียสิทธิก่อนเริ่มใช้งานจริง 23 ตุลาคม 2563 นี้เป็นต้นไปถึงสิ้นปี

มาตรการ คนละครึ่ง เปิดลงทะเบียนให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ หาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านการใช้งานแอป เป๋าตัง มีกลุ่มเป้าหมายนี้ทั้งสิ้น 10 ล้านราย

ล่าสุดวันนี้ (20 ตุลาคม 2563) จากการตรวจสอบรายละเอียดในเว็บไซต์พบว่า มีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิไปแล้วกว่า 6.2 ล้านราย ทำให้เหลือสิทธิคงเหลือในมาตรการ 3.7 ล้านสิทธิ ซึ่งผู้ที่สนใจต้องการลงทะเบียนรับสิทธิสามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้

ขั้นตอนการลงทะเบียนรับสิทธิ โครงการคนละครึ่งสำหรับประชาชน
1. เข้าเว็บไซต์ คนละครึ่ง
2. กดเข้าไปที่เมนู ลงทะเบียนรับสิทธิสำหรับประชาชน หรือ คลิกที่นี่
3. อ่านเงื่อนไขการลงทะเบียน และกรอกรายละเอียด แล้วกด ลงทะเบียน

โดยการลงทะเบียนร่วมมาตรการ คนละครึ่ง มีเงื่อนไขการลงทะเบียนสำหรับประชาชน คือ

1. มีบัตรประจำตัวประชาชน และเป็นบุคคลสัญชาติไทย
2. อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
3. ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ*
4. มีจำนวนสิทธิที่เปิดให้ลงทะเบียน 10 ล้านคน หรือจนกว่าสิทธิจะหมด

ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถตรวจสอบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐฯ ได้ที่ www.cgd.go.th

รวมทั้งผู้ที่ได้รับสิทธิในมาตรการเพื่อใช้งานแอป เป๋าตัง เรียบร้อยแล้วต้องไม่ลืมว่า หากได้รับสิทธิและมีการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งแล้ว ก็จะไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมมาตรการช้อปดีมีคืน

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันตัวตนในมาตรการ คนละครึ่งไปเรียบร้อยแล้ว จะสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอพลิเคชั่น ถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 23.00 น. โดยที่ภาครัฐ ร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านผู้ซื้อ 50% และไม่เกิน 150 บาท ต่อคน ต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาท ตลอดโครงการ ด้วยระบบชำระเงินผ่าน G-Wallet บนแอพฯ เป๋าตัง

ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ที่ลงทะเบียนรับสิทธิแล้วไม่ได้เริ่มใช้งานภายใน 14 วันหลังจากที่ได้ SMS แจ้งรับสิทธิ หรือวันที่เปิดให้ใช้จ่ายได้ตามโครงการ ระบบจะทำการตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ และทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนได้อีก

ตัวอย่างเช่น หากได้รับข้อความ SMS แจ้งสิทธิการลงทะเบียนระหว่างวันที่ 16-23 ตุลาคม 2563 ก็จะต้องใช้สิทธิภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 หากต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 0 2111 1144

โคราชอ่วม ! ชาวปักธงชัยเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง มวลน้ำจากเขื่อนลำพระเพลิงไหลล้น คาดวันนี้ท่วมอีกหลายพื้นที

โคราชอ่วม ชาวปักธงชัย เขื่อนลำพระเพลิง

โคราชอ่วม ! ชาวปักธงชัยเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง หลังมวลน้ำจากเขื่อนลำพระเพลิงไหลล้นออกตามคลองธรรมชาติ ระดับน้ำเพิ่มสูง คาดวันนี้ท่วมอีกหลายพื้นที

ปริมาณน้ำภายในเขื่อนลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ล่าสุดระดับน้ำอยู่ที่ 173 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 111 เปอร์เซ็นต์ของความจุเขื่อนที่ 155 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังคงมีน้ำล้นออกทางสปิลเวย์ตลอดทั้งวันประมาณ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยน้ำที่ล้นออกมาจากเขื่อนลำพระเพลิงได้ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ที่อยู่ติดกับลำน้ำด้านท้ายเขื่อนจำนวน 12 ตำบล บ้านเรือนได้รับผลกระทบแล้วกว่า 450 หลังคาเรือน

อย่างเช่นที่ ตำบลบ่อปลาทอง ขณะนี้น้ำไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนแล้วกว่า 60 หลังคาเรือน บางหลังถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ซึ่งขณะนี้หลายหน่วยงานได้ลงพื้นที่เข้าให้การช่วยเหลือ นำถุงยังชีพออกแจกจ่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน มวลน้ำที่ล้นจากเขื่อนลำพระเพลิง ยังได้ไหลหลากเข้าท่วมถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-นครราชสีมา ฝั่งขาเข้าตัวเมืองนครราชสีมา บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านเมืองปักสามัคคี ตำบลเมือง อำเภอปักธงชัย เป็นระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 30 เซนติเมตร

ทำให้รถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมาลำบาก การจราจรติดขัดยาวกว่า 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเมืองปักได้ทำการติดป้ายเตือนประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าว ให้ใช้รถใช้ถนนอย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุได้

ส่วนพื้นที่ตลาดสดเทศบาลฯ ที่อยู่ในที่สูงคาดว่าบ่ายวันนี้จะถูกน้ำท่วมเช่นกัน เนื่องจากระดับน้ำได้สูงเพิ่มตลอดเวลา ด้านการไฟฟ้าปักธงชัยเร่งตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เพื่อทำการตัดกระแสไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

f

นายกประกาศ “ไม่ลาออก” หลังประชุมครม.นัดพิเศษย้อนถามผมทำผิดอะไร ยืนยันไม่มี “เคอร์ฟิว”

นายกประกาศ "ไม่ลาออก"

นายกประกาศ “ไม่ลาออก” หลังประชุมครม.นัดพิเศษย้อนถามผมทำผิดอะไร ยืนยันไม่มี “เคอร์ฟิว”

นายกฯ ย้ำจำเป็นใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ให้มีสถานการณ์รุนแรง ยกฮ่องกงโมเดลทำเศรษฐกิจเสียหายพังพินาศ ยันยังไม่ถึงขั้นประกาศกฎอัยการศึก ปัดรัฐบาลแห่งชาติบอกยังไปอีกไกล ขอร้องไม่อยากให้ใครถูกดำเนินคดี ฝากรักแผ่นดินเกิดของตัวเองให้มาก

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นำรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมครม. นัดพิเศษ ได้เห็นชอบประกาศคำสั่งต่างๆ ที่ออกมาตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา

ซึ่งย้ำว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ร้ายแรง เพราะจากสถานการณ์ที่ทุกคนทราบดีว่าเกิดอะไรบ้างในประเทศขณะนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยความมุ่งหมายจำเป็นต้องดำเนินการไม่ให้มีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคย เกิดขึ้นมาก่อน โดยหลังจากที่ประชุมเห็นชอบในวันนี้ก็จะนำเข้าที่ประชุมครม.ชุดใหญ่ต่อไป เพื่อทำให้ครบถ้วนตามกฎหมาย สิ่งสำคัญมีข้อกำหนดหลายประการทั้งการห้าม การให้กำลังเจ้าหน้าที่ตรวจค้นหรือจับกุม ซึ่งที่ผ่านมาใช้กฎหมายปกติ แต่วันนี้ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้อยากให้เข้าใจสาระสำคัญของกฎหมายทั้งการห้ามการชุมนุม การตรวจค้นผู้ต้องสงสัยที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจพ.ร.ก. ย้ำว่า รัฐบาลมุ่งหวังให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันวานนี้(15 ต.ค.) ได้พบปะหารือพูดคุยฝ่ายเศรษฐ ในการเดินหน้าทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและภายนอกที่ขณะนี้เดินหน้าทุกอย่างมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ที่ผ่านมาเรียบร้อย มาโดยตลอด

แต่เมื่อสถานกาณร์ไม่ปกติเกิดขึ้นจึงจำเป็น อย่างไรก็ตามหวังว่าจะใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้สั้นที่สุดอย่างน้อย 30 วันหรือน้ยกว่านั้นถ้าสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วยืนยันไม่ มุ่งหวังทำร้ายใครแต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ถูกทำร้ายและถูกขัดขวางการปฏิบัติงานทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้อยากให้เข้าใจสาระสำคัญของกฎหมายทั้งการห้ามการชุมนุม การตรวจค้นผู้ต้องสงสัยที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจพ.ร.ก. ย้ำว่า รัฐบาลมุ่งหวังให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันวานนี้(15 ต.ค.) ได้พบปะหารือพูดคุยฝ่ายเศรษฐ ในการเดินหน้าทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและภายนอกที่ขณะนี้เดินหน้าทุกอย่างมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ที่ผ่านมาเรียบร้อย มาโดยตลอด แต่เมื่อสถานกาณร์ไม่ปกติเกิดขึ้นจึงจำเป็น อย่างไรก็ตามหวังว่าจะใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้สั้นที่สุดอย่างน้อย 30 วันหรือน้ยกว่านั้นถ้าสถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วยืนยันไม่ มุ่งหวังทำร้ายใครแต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ถูกทำร้ายและถูกขัดขวางการปฏิบัติงานทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้ช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบสุข สร้างความมีเสถียภาพ สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือผู้บริสุทธิ์ต่างๆ ซึ่งวันนี้ใครบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ก็รู้กันอยู่ ขณะเดียวกันได้ให้แนวทางปฏิบัติผู้รับผิดชอบทั้งรัฐมนตรีและผบ.ตร. ทั้งนี้ขอให้ทุกคนระมัดการบังคับใช้กฎหมายนี้ด้วย ซึ่งวันนี้พ.ร.บ.ชุมนุมเดิมไม่ได้ใช้แล้ว แต่กฎหมายนี้มีอำนาจครอบคลุมทุกอย่าง ขอเตือนอย่าทำผิดกฎหมาย ถ้าทำผิด ต้องใช้กฎหมายดำเนินการ ซึ่ง ประเทศทุกประเทศอยู่ด้วยกฎหมายหากบอกว่าถูกละเมิดสิทธิต้องขอถามกลับด้วยว่า สิ่งที่ทำอยู่ละเมิดสิทธิคนอื่นด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งวานนี้มีภาคธุรกิจได้ร้องเรียนมากับตนจำนวนมาก ดังนั้นในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ไม่สามารถปล่อยไปได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันฝากสื่อด้วยวันหน้าหากใครทำข่าวในพื้นที่ชุมนุมขอให้ติดปลอกแขนด้วยว่ามาจากสื่อใด ถ้าไม่ติดไม่ให้เข้าพื้นที่ ซึ่งสื่อต้องช่วยกันในการ รักษาความสงบเรียบร้อยด้วยอย่าให้ บางฝ่ายมีการถ่ายภาพแล้วนำไปทำให้สับสนอลหม่าน เพราะจะเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ถูกขัดขวางการทำงาน จึงถามจะอยู่กันแบบนี้หรือ ถ้าให้รัฐบาลทำอย่างดียวก็จะเดินหน้าไม่ได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าในเรื่องการเมืองหรือเรื่องในสภา ก็ ตื่นตามขั้นตอนและระเบียบซึ่งไม่กี่วันก็จะมีการเปิดประชุมสภาก็ขอให้ว่ากันตรงนั้น รวมถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญย้ำว่ารัฐบาลสนับสนุนให้ดำเนินการอยู่แล้ว

จึงขอเตือนทุกคนอย่าทำผิกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้สื่อโซเชียลที่บิดเบือน ซึ่งนักข่าวเองก็มีการใช้ต้องระมัดระวังด้วย ขณะเดียวกันวันนี้พรรค รองนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาครบทุกคน และมีมติเห็นชอบบังคับใช้กฎหมายนี้ ขอฝากทุกคนให้ ช่วย ให้การสนับสนุนรัฐบาลแก้ปัญหาต่างๆด้วย ขณะเดียวกันในส่วนของนิสิตนักศึกษาฝาก ผู้ปกครอง ช่วยดูแล อย่างถึงที่สุดเพราะไม่อยากให้เกิดผลกระทบกับใคร ซึ่งอันตรายเพราะไม่ทราบวัตถุประสงค์ของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อถามว่า ถ้าสถานการณ์ลุกลามปานปลายถึงขั้นจำเป็น ต้องประกาศเคอร์ฟิวเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีอยู่ในกำหนด แต่ยังไม่ประกาศ ยังไม่ใช่ตอนนี้ พร้อมย้อนถามสื่อว่า “อยากประกาศไหม” เมื่อถามย้ำว่าลุกลามบานปลายจะไปถึงขั้นประกาศกฎอัยการศึกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ไปถึงตรงนั้น

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีบางฝ่ายมองไปถึงขั้นการปฏิวัติรัฐประหารเพราะสถานการณ์มีความแหลมคมมากขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พูดซ้ำซากอยู่แต่เรื่องนี้ ปฏิวัติรัฐประหาร ยังไม่คิดถึงตรงนั้นโอ้ย

เมื่อถาม ถึงกระแสข่าวรัฐบาลแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไปอีกไกล

เมื่อถามถึง การนัดชุมนุมอีกครั้งที่แยกราชประสงค์ ในช่วงเย็นของวันนี้ นายกฯ กล่าวว่า ก็คอยดู อย่างไรก็ตามตนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอยู่แล้ว สื่อก็ต้องช่วยกันไม่ใช่เสนอข่าวออกมาให้เกิดผลกระทบซึ่งกันและกัน แล้วเจ้าหน้าที่โดนกระทำทั้งหมดไม่เคยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กันเลย .เมื่อถามว่าวันนี้ความเคลื่อนไหวแค่ภายในประเทศหรือต่างประเทศให้การสนับสนุน นายกฯ กล่าวว่า ได้ติดตามอยู่ และได้ชี้แจงกับต่างประเทศมาโดยตลอด

ประกอบข้อมูลข้อเท็จจริง และยืนยันด้วยว่าเจ้าหน้าที่กำลังอย่างละมุนละม่อมและเบาที่สุดไม่ได้ละเมิดกฎหมาย แต่ถ้าใครละเมิดกฎหมายก็อยู่ไม่ได้ เข้าใจคำว่าประเทศชาติและประชาชนหรือไม่ ส่วนการรับฟังความคิดเห็นก็ทำมาโดยตลอด และทุกอย่างก็นำเข้าสู่กระบวนการ .เมื่อถามว่า มีนักวิชาการอยากให้รัฐบาลจริงใจเปิดเวที พูดคุยและรับฟังความคิดเห็น นายกฯ กล่าวย้อนว่า ตนไม่จริงใจตรงไหน และต้องถามกลับไปว่าเขาไม่จริงกับตนหรือไม่ และตนเป็นนายกฯ ที่รับฟังมากที่สุด.เมื่อถามว่ายืนยันว่านายกจะไม่ลาออกตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมใช่หรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเสียงหนักแน่นว่า “ไม่ลาออก”.เมื่อถามว่าหลายคนมองว่าขณะนี้ สถานกาณร์จะถึงขั้นเป็นแบบฮ่องกงโมเดล นายกฯ กล่าว โธ่ แล้วฮ่องกงโมเดลวันนี้เป็นไงบ้าง เศรษฐกิจเสียหายพังพินาศหมด ซึ่งฮ่องกงสังคมนิยมประชาธิปไตย แต่เราเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องทำให้ดีที่สุด แล้วถามว่าทุกคนเป็นคนไทยหรือเปล่า ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ เป็นคนไทยหรือไม่ ประเทศของท่านไหม คิดว่าไม่ใช่ของตนคนเดียว .เมื่อถามว่าในขณะนี้นายกมั่นใจว่าจะทำให้ประเทศสงบเรียบร้อยเหมือนตอนที่เข้ามาใช่หรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แล้วไม่สงบเพราะใคร แล้ววันนี้ตรทำความผิดอะไรหรือ ตนผิดอะไรหรือตอนนี้ ทั้งนี้เมื่อสื่อกล่าวตอบว่า อาจมีการมองว่านายกฯ อยู่นานและอาจจะนานต่อไปอีก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัธโธ่ เคยเข้าวัดฟังพระสวดไหม พระอภิธรรม 4 จบ .

เมื่อสื่อกล่าวว่า นายกฯ คิดว่าการสวดมนต์กับแผ่เมตตาควรทำอะไรดีกว่ากันในตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ทำหมดทุกอย่างและอโหสิกรรม ไม่ให้ร้ายใคร แต่ก็อย่าประมาทชีวิต เราพร้อมจะตายทุกโอกาสเรากำหนดไม่ได้ อย่าประมาท ไม่ตายวันนี้เรามีโอกาสตายทั้งหมด พร้อมตายในทุกวัน.เมื่อถามว่า สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงม็อบ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอร้อง ไม่อยากให้ใครต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายทั้งสิ้น ขอให้รักแผ่นดินเกิดของท่านให้มากแค่นั้นเอง.

เปิดขั้นตอน ‘ว่างงาน’ ลงทะเบียนขอรับ ‘เงินชดเชย’ จากประกันสังคม

'ว่างงาน' ลงทะเบียนขอรับ 'เงินชดเชย'

เปิดขั้นตอน สำหรับผู้”ว่างงาน” ซึ่งประกันตนใน “กองทุนประกันสังคม” ที่จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน สามารถขอรับเงินชดเชยระหว่างว่างงานได้ เมื่อทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

ประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 จะได้รับเมื่อตกอยู่ในสถานะ “ว่างงาน” ในกรณีเลิกจ้าง/ลาออกปกติ รวมถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนว่างงานในช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ ดังนี้

– ต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐภายใน 30 วันนับแต่วันที่ว่างงาน โดยไม่ต้องรอหนังสือรับรองการออกจากงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิ์ในเบื้องต้น

– มีความสามารถในการทำงาน และพร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดหาให้

– ต้องไม่ปฏิเสธการฝึกงาน

– ต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่สำนักจัดหางาน ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง

 ผู้ที่ว่างงานต้องไม่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกรณี ดังต่อไปนี้ ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันควร ประมาทเลินล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา 

– ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ

– มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย

– ไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39

  •  ประโยชน์ทดแทนที่จะได้รับ 

– กรณีถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 5,000 บาท

– กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 3,000 บาท

– เมื่อผู้ประกันตนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (ลาออก) สามารถใช้สิทธิประกันสังคมต่อได้อีก 6 เดือน โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่าย (กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพและกรณีเสียชีวิต) และประโยชน์ทดแทนทุกกรณีเมื่อมีสิทธิต้องยื่นเรื่องรับเงินภายใน 1 ปี เว้นแต่ กรณีว่างงานผู้ประกันตนจะต้องยื่นขึ้นทะเบียนว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ ต้องยื่นสิทธิภายใน 30 วัน หลังจากถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน หากยื่นสิทธิเกินกว่า 30 วัน จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง และหากยื่นสิทธิเกินวันที่จะได้รับสิทธิไปแล้ว จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน

ทั้งนี้ ในกรณียื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเพราะเหตุถูกเลิกจ้าง หรือเหตุถูกเลิกจ้างและลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างเกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันไม่เกิน 180 วัน แต่ในกรณียื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเพราะเหตุลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง เกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนรวมกันไม่เกิน 90 วัน

  •  ขั้นตอน “ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน กรณีว่างงาน” ในช่องทางออนไลน์ 

1. เข้าเว็บไซต์ของ กรมการจัดหางาน (empui.doe.go.th)

2. “ลงทะเบียนเข้าใช้งาน” สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนว่างงาน และยังไม่มีรหัสผ่านเข้าใช้ระบบ

3. ทำตาม 4 ขั้นตอนหลักจนครบถ้วน

  • ขั้นตอนที่ 1 อ่านข้อตกลงของการใช้บริการ ก่อนกดขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบเลขบัตรประจำตัวประชาชน
ขั้นตอนที่ 3 กรอกข้อมูลส่วนตัว

บันทึกการลงทะเบียน 

4. ผู้ประกันตนฯ จะได้รับหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน และวันที่นัดรายงานตัวของผู้ประกันตน ซึ่งสามารถพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ได้

  1. พิมพ์เอกสาร ดังนี้
  • ใบนัดรายงานตัว
  • แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงาน (สปส.2-01/7)

6. ยื่นที่สำนักงานประกันสังคม

โดยเอกสารที่ต้องเตรียมคือ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงาน (สปส.2-01/7) ที่กรอกรายละเอียดครบถ้วน

– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน

– สำเนาสมุดบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อผู้ประกันตน

 ขั้นตอน “ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน กรณีว่างงาน” เดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเอง 

1. ต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักจัดหางาน กรมการจัดหางาน

2. กรอกแบบฟอร์มใบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน พร้อมด้วยหลักฐานดังนี้

– บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

– รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)

3. กรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน พร้อมด้วยหลักฐานดังนี้

– หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือสำเนาแบบแจ้งการออกจากงาน (สปส 6-09) หรือ หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างที่ให้ออกจากงาน สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชี

4. เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานทำการสัมภาษณ์/ตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติการทำงาน

5. เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานทำการเลือกตำแหน่งงานว่างให้เลือก 3 แห่ง ให้ผู้ประกันตนกรณีว่างงานได้พิจารณา

หากยังไม่มีงานที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานจะประสานงานส่งฝึกอบรมแรงงานตามความจำเป็น แต่หากผู้ประกันตนกลับเข้าทำงานในสถานประกอบการ หรือปฏิเสธงานหรือปฏิเสธการฝึกงานที่จัดหาให้และไม่ไปรายงานตัวตามที่กำหนด สำนักงานประกันสังคมจะงดจ่ายประโยชน์ทดแทนทันที

6. เจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกสถานะผู้ประกันตนกรณีว่างงานเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง

7. เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมดึงข้อมูลผู้ประกันตนกรณีว่างงานขึ้นมาวินิจฉัยตามเงื่อนไขการเกิดสิทธิ

8. เมื่อคุณสมบัติครบถ้วน สำนักงานประกันสังคมทำการโอนเงินทดแทนการขาดรายได้ตามสิทธิให้ผู้ประกันตน ผ่านทางบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน เดือนละ 1 ครั้ง

9. หากผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไม่พอใจคำสั่งจ่ายประโยชน์ทดแทน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อสอบถามด้วยตนเองที่สํานักงานประกันสังคมทุกแห่ง หรือโทรศัพท์ 02-4558989 ต่อ 215 , 220 , 221 แฟกซ์ 02-4554898 ,02-4554896

กดระเบิด 2 ลูกซ้อน หมายสังหาร “ผบ.ร้อยทหารพราน” นราธิวาส

กดระเบิด 2 ลูกซ้อน

กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ลอบกดระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนัก 20 กก. ซุกใต้ท่อระบายน้ำกลางถนน หมายสังหารหมู่ “ผบ.ร้อยทหารพราน” กับลูกน้อง ขณะเดินทางไปร่วมประชุมกับผู้บังคับบัญชา…

วันที่ 2 ต.ค.2563 พ.ต.ท.ยุทธพงศ์ ทองจีน สารวัตรสอบสวน สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนร้ายลอบจุดชนวนระเบิดดักสังหาร เรือเอก กันหา บุญยงค์ ผบ.ร้อย ฉก.ทพ.นย.ที่ 2 ริมถนนชนบทในหมู่บ้านจำปากอ ม.1 ต.บาเระเหนือ ทำให้รถยนต์หุ้มเกราะได้รับความเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

ในที่เกิดเหตุ บริเวณผิวการจราจรกลางถนน ซึ่งเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ด้านล่างเป็นท่อลอดสำหรับระบายน้ำ มีหลุมลึก 1 ฟุต กว้าง 3 ฟุต และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก หนัก 20 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและพงหญ้ารกทึบริมทาง ส่วนรถยนต์หุ้มเกราะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนส์ ทะเบียน บฉ 6115 นราธิวาส ซึ่งเสียหลักเข้าไปไหล่ทางที่รกทึบได้รับความเสียหายเล็กน้อย โดยห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ เรือเอก กันหา ผบ.ร้อย ฉก.ทพ.นย.ทร.ที่ 2 ได้ขับรถยนต์ของสังกัด พร้อมกำลังพลอีก 2 นาย คือ อส.ทพ.นพดล เต็บเส็น และ อส.ทพ.หัสนัย ปานทอง โดยสารรถยนต์หุ้มเกราะออกจากฐาน ซึ่งตั้งอยู่บ้านฮูแตยือลอ ม.6 ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ เพื่อเดินทางไปร่วมประชุมกับผู้บังคับบัญชา ณ บก.ฉก.ทพ.นย.ทร. เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน แฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่ลอบนำไปวางไว้ใต้ท่อลอดของผิวถนน จนเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้รถยนต์หุ้มเกราะที่ เรือเอก กันหา ขับมาเสียหลักเข้าไปในไหล่ทางได้รับความเสียหายเล็กน้อยดังกล่าวโดยเจ้าหน้าที่ปลอดภัย

ต่อมาเวลา 08.30 น. ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุแรก ประมาณ 50 เมตร ในระหว่างที่ เรือเอก กันหา ผบ.ร้อย ฉก.ทพ.นย.ทร.ที่ 2 รอเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ก็ได้เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นอีก 1 ครั้ง ที่บริเวณจอมปลวกริมถนน ซึ่งมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในภาชนะเหมือนกับจุดแรก ซึ่งใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดเช่นกัน ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและพงหญ้ารกทึบริมทาง ซึ่งคาดว่ากลุ่มคนร้ายมีเป้าหมายที่จะจุดชนวนระเบิดเพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ใช้สำหรับจอดรถเพื่อลงไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ แต่โชคดีที่เกิดขัดข้องทางเทคนิค ทำให้ระเบิดขึ้นก่อน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางไปถึง

ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของ นายอัลดุลเลาะห์ อูแล นายมูฮัมหมัดอาดือนัน สาและ และนายมะรอมือลี กาแจกาซอ ซึ่งเป็นแกนนำระดับปฏิบัติการณ์ที่รับผิดชอบเคลื่อนไหวก่อเหตุในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะติดตามพฤติกรรมเพื่อหาข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าเป็นฝีมือการกระทำหรือมีส่วนเกี่ยวข้องของบุคคลทั้ง 3 คนหรือไม่อย่างไร.

‘ไมค์ – รุ้ง’ บุกหน้า ม.พัน.4 รอ.ทำกิจกรรม “ตามหานาย”ทวงถามการลงโทษ 3 ทหารที่ ‘ล็อคคอ’ ผู้ชุมนุม

‘ไมค์ - รุ้ง’ บุกหน้า ม.พัน.4 รอ.

นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ระยอง พร้อมด้วย น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมมวลชนจำนวนหนึ่งจัดกิจกรรม “ตามหานาย”

ได้มาทวงถามความคืบหน้าจากผู้บังคับบัญชา .กรณีการลงโทษพลทหารนอกเครื่องแบบ 3 นาย ที่ได้ไปล็อกคอหนึ่งในประชาชนที่มาให้กำลังใจกลุ่มไอลอว์ และบังคับให้ลบภาพถ่ายป้ายบริเวณด้านหน้ากองพันทหารม้าที่ 4 เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา.

โดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ได้มาปักหลักทวงถาม นานกว่าเกือบ 2 ชั่วโมง แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารคนใดออกมาเจราจาด้วย .

ทำให้กลุ่มแนวร่วมธรรมร่วมธรรมศาสตร์ฯ แสดงความไม่พอใจโดยขว้างปาไข่ และสาดสีเข้าไปบริเวณด้านหน้ากองพัน และบริเวณป้ายที่หน้าป้ายด้วย .

นอกจากนี้ นายภาณุพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า หากไม่มีคำตอบว่าจะลงโทษ 3 นายทหารดังกล่าวอย่างไร ตนจะพามวลชนไปทวงกับหัวหน้าใหญ่ที่กองทัพบก

“อนุทิน” แจงความพร้อม เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ลดกักตัว จาก 14 วัน ย้ำพ.ร.ก. ใช้คุมโควิดไม่ใช่ “ม็อบ”

"อนุทิน" แจงความพร้อม เปิดประเทศ

“อนุทิน” แจง เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ลดการกักตัวเหลือ 7 วัน สำหรับประเทศที่มีการติดเชื้อน้อย ยันต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีประโยชน์

วันที่ 28 ก.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ศบค. ว่า

กระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมต่อมาตรการเปิดประเทศในระยะต่างๆขอให้มั่นใจว่าหากมีเหตุการณ์ติดเชื้อทางสาธารณสุขมีความพร้อมทั้งการควบคุมโรคและรักษาพยาบาล เราจึงต้องรีบผ่อนคลายมาตรการให้เป็นปกติเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยต้องเฝ้าระวังและตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาในแต่ละระยะ เหมือนช่วงที่เราล็อกดาวน์ก็มี ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะที่ 3

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการลดเวลาในการกักตัวจาก 14 วันเป็น 7 วัน นายอนุทิน กล่าวว่า ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันประเทศที่มีการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อได้ดี ไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศนั้นเป็นระยะเวลาพอสมควร เราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการที่เข้มข้นที่สุด

เพราะมันจะเป็นการชะลอการทำมาหากิน การเดินทางสัญจรไปมา เพื่อประกอบธุรกิจ ยืนยันว่าเราดำเนินการทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง เพื่อความมั่นใจ ซึ่งในที่ประชุมคงจะตัวอย่างประเทศที่มีความปลอดภัยมาก อาจจะออกมาในรูปแบบของการจับคู่ประเทศท่องเที่ยว หรือทราเวล บับเบิ้ล

ส่วนแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ หรือ Special tourist Visa (STV) ยืนยัน ไม่ได้เป็นการสร้างเงื่อนไข แต่จะมีการตั้งกฎเกณฑ์ ส่วนการล็อกดาวน์จะตั้งแนวทางเป็นลำดับ และจะมีการผ่อนคลายไปเรื่อยๆ โดยหลักเกณฑ์แต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน เพราะจะดูตามตัวเลขการติดเชื้อไวรัสฯภายในประเทศนั่นๆ ซึ่งจะไม่เข้มงวดทั้งหมด

เช่นอาจจะปรับลดระยะเวลาการกักตัว สำหรับประเทศที่มีการติดเชื้อไวรัสฯน้อย ขณะที่บางประเทศก็อาจจะยังต้องคงการกักตัว ซึ่งเป็นข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข หากที่ประชุม ศบค. จะเห็นด้วย ในหลักการนี้เราก็จะสนับว่าความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุข การแพทย์การพยาบาล เวชภัณฑ์ ต่อไป

ดังนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าจะไม่มีภูเก็ตโมเดล แต่จะเป็นไทยแลนด์โมเดล เพราะไม่เช่นนั้นคนภูเก็ต ก็จะกล่าวหาว่าเป็นจังหวัดหนูทดลองยา ซึ่งอาจจะหาจังหวัดที่พร้อมนำร่องก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุม ศบค.วันนี้ จะมีการจะมีเสนอขยายเวลาประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เพราะเรื่องการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต้องนำเสนอเข้า ที่ประชุม ครม. เมื่อถามย้ำว่าจำเป็น ต้องต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่

นายอนุทิน กล่าวว่า มีหลายมิติที่ต้องดู ถามว่าสาธารณสุขไปสั่งตำรวจไปสั่งผู้ว่าทหารบอกเต็มที่ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ บางครั้งการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็มีประโยชน์ ในเรื่องของความฉับพลันรวดเร็วและเด็ดขาด หากมีสถานการณ์เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง ขอย้ำว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการประกาศใช้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โควิด-19 ไม่ได้เป็นการประกาศใช้ เพื่อลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล หรือสิทธิการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือทางประชาธิปไตย

“จริงๆมันไม่ใช่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถ้าจะทำใจให้สบายมันคือ พ.ร.ก.พิเศษ ฉบับหนึ่ง ที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยกับประเทศไทยและประชาชน นี่คือเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ถูกใช้มาในช่วง 4-5 เดือน เพราะไม่มีการจำกัดสิทธิ์อะไรสักอย่าง”

ก.แรงงาน เร่งผลักดันโครงการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ รัฐช่วยจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่ง เริ่มตุลาคมนี้

กระทรวงแรงงานเร่งผลักดัน โครงการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ รัฐช่วยจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่ง เริ่มตุลาคมนี้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งผลักดันความคืบหน้ามาตรการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ หลังจากที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ จากผลกระทบโควิด-19 หรือ ศบศ. มีมติเห็นชอบแล้ว รัฐบาลจะช่วยจ่ายให้นายจ้างครึ่งหนึ่งของเงินเดือน เป็นระยะเวลา 1 ปี

บัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี นักศึกษาสายอาชีพที่จบ ปวส. และ ปวช. ในปีนี้ เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่กระทรวงแรงงาน กำลังรวบรวมตำแหน่งงานกว่า 260,000 อัตรา มาเปิดรับสมัครในงาน JOB EXPO THAILAND 2020 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 กันยายนนี้ ที่ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค บางนา สร้างโอกาสให้นายจ้าง และบัณฑิตจบใหม่ ได้มาเจอกัน และคัดเลือกคนเข้าทำงาน ตามความรู้ ความสามารถ สร้างโอกาสการมีงานทำให้แก่บัณฑิตจบใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน โดยภาครัฐ จะสนับสนุนค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่งของเงินเดือน เพื่อสถานประกอบการ ได้จ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เข้าทำงานเป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2564

โดยการจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่ง รัฐบาลจะโอนเข้าบัญชีบัณฑิตโดยตรง ขณะที่ค่าจ้างอีกครึ่งหนึ่ง สถานประกอบการ จะเป็นผู้รับผิดชอบ

นอกจากนี้ นักศึกษาจบใหม่ที่สนใจ สามารถเข้าไปหางานได้ในเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” ที่จะรวบรวมตำแหน่งงานว่างไว้สำหรับน้องๆ เช่นกัน ซึ่งเว็บไซต์นี้ ในอนาคตจะมีการพัฒนาให้เป็นช่องทางในการหางานหลัก โดยจะรวบรวมงานทุกตำแหน่งที่มีอยู่ในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อจับคู่ระหว่างสถานประกอบการและคนหางานให้ได้งานที่ต้องการและเหมาะสม

บช.น.ออกประกาศห้ามชุมนุมรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบศาลฎีกา-ทำเนียบรัฐบาล

บช.น.ออกประกาศห้ามชุมนุมรั

ผบช.น.ลงนามประกาศ ห้ามชุมนุมรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบศาลฎีกา-ทำเนียบรัฐบาล คาดม็อบมามากอาจเดินไปทำเนียบ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

วันที่ 19 ก.ย. พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ลงนามในประกาศ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตรรอบพื้นที่ศาลฎีกาและทำเนียบรัฐบาล

ระบุว่า ตามหนังสือกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ที่ 0015 (บก.น.ค) 0ด/9283 ลงวันที่ 17 กันยายน 2563 ขอให้ออกประกาศห้ามการชุมนุมรอบพื้นที่ศาลฎีกา และทำเนียบรัฐบาล โดยรายงานสถานการณ์การจัดกิจกรรมชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในวันที่ 19 กันยายน 2563 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ถึงวันที่ 2 กันยายน 2563 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก และอาจมีการเดินขบวนไปยังบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงศาลฎีกา และทำเนียบรัฐบาล ส่งผลกระทบก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ผู้สัญจรบนท้องถนน และการรวมตัวกันบริเวณศาลฎีกา และทำเนียบรัฐบาลนั้น

อาจเป็นการกีดขวางการเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานในสถานที่ราชการ นั้น เพื่อประโยชน์แห่งการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความสงบเรียบร้อยของประชาชน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 7 วรรคท้าย

ประกอบคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 151/2560 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560 เรื่อง การมอบหมายการประกาศห้ามการชุมนุมสาธารณะ ตามมาตรา 7 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558

จึงประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตร รอบพื้นที่ศาลฎีกาและทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 19 กันยายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าการชุมนุมจะเสร็จสิ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2563