Daily Archives: 10/11/2020

“มารีญา” แจ้งความ ปอท.ล่าตัวเอาผิดคนตัดต่อภาพให้เสียหายรวมทั้งคนแชร์ด้วย

"มารีญา" แจ้งความ ปอท

มารีญา มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2560 แจ้งความ ปอท.ล่าตัวเอาผิดคนตัดต่อภาพให้เสียหายรวมทั้งคนแชร์ด้วย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่ บก.ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) น.ส.มารีญา พูลเลิศลาภ อายุ 28 ปี มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2560 เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท./โฆษก บก.ปอท. และ ร.ต.อ.ณัฐไชยเฉลิม วงศ์ใหญ่ รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. แจ้งความเอาผิดบุคคลที่เป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก รวมทั้งคนแชร์ จำนวน 8 ราย ที่ลงภาพตัดต่อเธอกับข้อความที่สร้างความเสียหาย

น.ส. มารีญา กล่าวว่า มีความเชื่อว่า ทุกคนสามารถมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่จะมาเปลี่ยนข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อมาบั่นทอนจิตใจกัน ไม่เห็นด้วย ยอมรับว่า เศร้าและสะเทือนใจ กับคำด่าทอกับสิ่งที่ไม่เป็นความจริง พร้อมขอบคุณคนที่เข้าใจและสนับสนุนตนเอง และหลังจากนี้ ยืนยันว่าจะโพสต์เรื่องราวต่างๆต่อ หากเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดำเนินการอย่างระมัดระวังและรอบคอบมากยิ่งขึ้น

น.ส.มารีญา ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ที่มีการโพสต์รูปดังกล่าวในเฟซบุ๊ก จำนวน 8 บัญชี พร้อมจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์จะได้ไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือบุคคลอื่น

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นให้พนักงานสอบสวน ตรวจสอบเฟซบุ๊กที่มีการตัดต่อภาพและแชร์ข้อมูลรูปดังกล่าว เพื่อพิสูจน์ทราบตัวบุคคล เบื้องต้นมีทั้งเฟซบุ๊กส่วนตัวและเพจอวตาร เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย พร้อมฝากไปยังประชาชน ว่าการกระทำกระทำในลักษณะดังกล่าว ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 เรื่องของผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันที่เป็นภาพการนำภาพมาตัดต่อ ดัดแปลง ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ขณะเดียวกันยังเข้าข่าย หมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

ฝากเตือนสติพี่น้องประชาชนระมัดระวังในเรื่องการโพสต์-การแชร์ในโลกโซเชียล ในช่วงเวลาที่มีความเห็นต่างทางการเมือง เข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ให้ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนว่า ข้อมูลที่ได้รับเป็นความจริงหรือไม่และจะทำให้ผู้อื่นเสียหายหรือไม่ ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นหรือแชร์ข้อมูล และไม่ควรทำอะไรที่เป็นการเพิ่มความขัดแย้งในสื่อสังคมออนไลน์ เพราะนอกจากอาจจะผิดกฎหมายแล้วยังเป็นการเพิ่มความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพิ่มกระแสความเกลียดชังของผู้เห็นต่างทางการเมืองขึ้นไปอีกซ้ำเติมสถานการณ์ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติได้

ค้นบ้าน “เสี่ยโป้” และ คู่กรณีคดียิงกันหน้าร้านนวด เจอทั้งปืนและยาเสพติด

ค้นบ้าน “เสี่ยโป้” และ คู่กรณีคดี

ตำรวจ ดส. ประสานสืบนครบาล 7 เข้าตรวจค้นบ้านพัก “ตั้ว อิ่มใจ” คู่กรณี “เสี่ยโป้ อานนท์” คดียิงกันหน้าร้านนวดแผนโบราณ เบื้องต้นไม่พบตัว แต่พบอาวุธปืน 4 กระบอก กระสุนปืน และยาเสพติด ตำรวจคุมตัวคนในบ้านพักไปดำเนินคดีแทนณะที่บ้านเสี่ยโป้ไม่เจอสิ่งผิดกฎหมาย

วันนี้ (10 พ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (ดส.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ประสานกับฝ่ายสืบสวน บก.น.7 และ สน.บางยี่ขัน นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 151/9-10 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.ซึ่งเป็นบ้านพักของนายธนบดี หรือ ตั้ว อิ่มใจ อายุ 32 ปี ฝ่ายคู่กรณีที่มีปัญหากับ นายเขมทัต หรือ เสี่ยบุ๊ก ชัชอานนท์ อายุ 25 ปี น้องชายเสี่ยโป้ จนเกิดเหตุวุ่นวายหน้าร้านนวดแผนไทยสรี เซาว์น่าแอนด์สปา ถนนราชพฤกษ์ มีการยิงกันทำให้มีคนเจ็บ 2 ราย โดยบ้านดังกล่าวเป็นตึกแถวสูง 4 ชั้น

เบื้องต้นไม่พบว่า นายธนบดี อาศัยอยู่ในบ้าน จากการตรวจสอบพบอาวุธปืน 9 มม.จำนวน 2 กระบอก อาวุธปืน 11 มม.จำนวน 1 กระบอก และอาวุธปืนลูกซองยาวหุ่นสงคราม 1 กระบอก รวมทั้งสิ้น 4 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาด 9 มม. รวม 67 นัด และกระสุนปืนลูกซอง อีก 15 นัด โดยในบ้านพักพบผู้อาศัยชื่อ นายวรัตน์ หรือ ก๊อต วงศ์เพ็ชรเขียว อายุ 21 ปี ถูกจับกุมพร้อมของกลาง ยาเคในธนบัตร 20 บาท น้ำหนัก 1.13 กรัม ยาเคชนิดเกล็ด 1 ถุง หนัก 1.22 กรัม ยาไฟต์ไฟต์ครึ่งเม็ด ซึ่งในเบื้องต้นจะทำการบันทึกจับกุมที่ สน.บางยี่ขัน ก่อนที่ พล.ต.ท.ภัคพงษ์ พงศ์เภตรา ผบช.น.จะเดินทางไปแถลงข่าวผลการตรวจค้นบ้านพักของกลุ่มผู้ต้องสงสัย ที่ สน.ภาษีเจริญ ต่อไป

ส่วนอีกด้าน หน่วยปฏิบัติการพิเศษอรินทราช 26 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 60/23-60/29 ถนนเพชรเกษม ซอย 44 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายอภิรักษ์ หรือ เสี่ยโป้ ชัชอานนท์ อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาคดีร่วมกันพยายามฆ่า เหตุเกิดในท้องที่ สน.ภาษีเจริญ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยบ้านดังกล่าวมีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์สูง 5 ชั้น ปลูกติดกัน 7 คูหา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบ นายอภิรักษ์ ยังนอนพักผ่อนอยู่ในบ้านพร้อมแม่ และภรรยา ประกอบกับมีคนงานเย็บผ้าจำนวนหนึ่ง ซึ่งผลการตรวจค้นในเบื้องต้นยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด